<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>โมเม บล็อค</title>
	<atom:link href="http://www.eanic.com/momeblog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.eanic.com/momeblog</link>
	<description>ไดอารี่….ที่ไม่ลับ..อยากจะบอก…</description>
	<pubDate>Sat, 09 Jul 2011 15:52:40 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6.2</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>เปลี่ยนคีย์บอร์ดหน้า Welcome screen</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-welcome-screen/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-welcome-screen/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Jul 2011 15:52:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เทคนิคคอมพิวเตอร์]]></category>

		<category><![CDATA[โปรแกรมถูกใจ]]></category>

		<category><![CDATA[แก้ปัญหา windows 7]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=688</guid>
		<description><![CDATA[ท่านที่มีปัญหาเข้าสู่ Windows 7 หน้าแรก ตั้งให้ป้อนรหัสผ่านก่อน แต่คีย์บอร์ดเป็นภาษาไทย ทำให้เสียเวลา เลื่อนเมาท์ มาคลิกเปลี่ยน อยากเซ็ตไว้เป็นภาษาอังกฤษไว้เลย ก็ดูวิธีนี้อาจจะช่วยได้
Start>Control Panel>All Control Panel Item>Region and Language>Administrative>Welcome screen and new user accounts>Copy settings&#8230;.>Welcome screen and new user accounts setting ติ๊กเลือกที่ Welcome screen and system accounts แล้วดูที่ Input langauge: ว่าเป็นภาษาอะไร ให้เราเลือกเอา ส่วนผมต้องการเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็เลือกให้มันเป็น English(United States)-US แค่นี้ละครับก็ใช้ได้แล้ว
ที่มา http://www.monavista.com/webboard/showthread.php?t=22730
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ท่านที่มีปัญหาเข้าสู่ Windows 7 หน้าแรก ตั้งให้ป้อนรหัสผ่านก่อน แต่คีย์บอร์ดเป็นภาษาไทย ทำให้เสียเวลา เลื่อนเมาท์ มาคลิกเปลี่ยน อยากเซ็ตไว้เป็นภาษาอังกฤษไว้เลย ก็ดูวิธีนี้อาจจะช่วยได้<br />
Start>Control Panel>All Control Panel Item>Region and Language>Administrative>Welcome screen and new user accounts>Copy settings&#8230;.>Welcome screen and new user accounts setting ติ๊กเลือกที่ Welcome screen and system accounts แล้วดูที่ Input langauge: ว่าเป็นภาษาอะไร ให้เราเลือกเอา ส่วนผมต้องการเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็เลือกให้มันเป็น English(United States)-US แค่นี้ละครับก็ใช้ได้แล้ว<br />
ที่มา http://www.monavista.com/webboard/showthread.php?t=22730</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-welcome-screen/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>OVER DRIVE มีประโยชน์อย่างไร</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/over-drive-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/over-drive-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Jul 2011 02:11:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ดูแลรถยนต์]]></category>

		<category><![CDATA[OVERDRIVE]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=686</guid>
		<description><![CDATA[ปุ่ม ECT (ที่เกียร์ออโต้)= electronic control transmissoon
คือปุ่มที่เพิ่มโหมดการเปลี่ยนเกียร์ให้รอบสูงขึ้น   คือลากรอบเกียร์ได้มากขึ้น
เพราะโหมดทั่วไปจะเป็นโปรแกรมให้เปลี่ยนในรอบต่ำ เพื่อประหยัด แต่โหมดนี้
เมื่อใช้แล้วรอบในการเปลี่ยนเกียร์จะเข้าใกล้รอบแรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์มากกว่าทำให้มีกำลังเร่งมากขึ้น
อาจจะมีปุ่มให้เลือกใช้งานในบางรุ่น เช่น  Power , Manual , Sport
ปุ่ม O/D (over drive) คือ ปุ่มที่สั่งให้ระบบลดเกียร์ลงมา 1 เกียร์(ในเกียร์สูงสุดของเครื่องยนต์)
คือถ้าใช้เกียร์ 4  วิ่งความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2000 รอบ/นาที
พอกดปุ่ม O/D (Off)   รอบจะขึ้นไปอีกประมาณ 500รอบ เหมือนการเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลงในรถเกียร์ธรรมดา
เอาไว้เร่งแซง หรือ จะใช้เป็น Engine Break ช่วยชะลอให้รถช้าลง   
ปุ่ม kick down กดคันเร่งลงไปให้ลึกสุดแช่ไว้  รถจะสั่งให้ระบบเครื่องยนต์เปลี่ยนเกียร์ต่ำลง 1จังหวะ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปุ่ม ECT (ที่เกียร์ออโต้)= electronic control transmissoon<br />
คือปุ่มที่เพิ่มโหมดการเปลี่ยนเกียร์ให้รอบสูงขึ้น   คือลากรอบเกียร์ได้มากขึ้น<br />
เพราะโหมดทั่วไปจะเป็นโปรแกรมให้เปลี่ยนในรอบต่ำ เพื่อประหยัด แต่โหมดนี้<br />
เมื่อใช้แล้วรอบในการเปลี่ยนเกียร์จะเข้าใกล้รอบแรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์มากกว่าทำให้มีกำลังเร่งมากขึ้น<br />
อาจจะมีปุ่มให้เลือกใช้งานในบางรุ่น เช่น  Power , Manual , Sport</p>
<p>ปุ่ม O/D (over drive) คือ ปุ่มที่สั่งให้ระบบลดเกียร์ลงมา 1 เกียร์(ในเกียร์สูงสุดของเครื่องยนต์)<br />
คือถ้าใช้เกียร์ 4  วิ่งความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2000 รอบ/นาที<br />
พอกดปุ่ม O/D (Off)   รอบจะขึ้นไปอีกประมาณ 500รอบ เหมือนการเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลงในรถเกียร์ธรรมดา<br />
เอาไว้เร่งแซง หรือ จะใช้เป็น Engine Break ช่วยชะลอให้รถช้าลง   </p>
<p>ปุ่ม kick down กดคันเร่งลงไปให้ลึกสุดแช่ไว้  รถจะสั่งให้ระบบเครื่องยนต์เปลี่ยนเกียร์ต่ำลง 1จังหวะ  </p>
<p>ที่มา http://www.coronathai.com/index.php?topic=873.0</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/over-drive-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การเปลี่ยนแปลงในเด็กก่อนวัยเรียน</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 May 2011 02:29:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิตมีสุข]]></category>

		<category><![CDATA[บ้านน่าอยู่]]></category>

		<category><![CDATA[เด็กก่อนวัยเรียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=684</guid>
		<description><![CDATA[อายุ 3-5 ปี
การเปลี่ยนแปลงในเด็กก่อนวัยเรียน
ลูกในวัยนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่เหมาะสมกว่าในวัย 2 ขวบ ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่จะทำให้การมองตนเองและสิ่งรอบตัวแตกต่างไปจากเดิมนั่นคือ เด็กจะมองโดยใช้ความคิดของพ่อแม่เป็นหลัก เด็กจะยึดถือความคิดอุดมคติและข้อห้ามของพ่อแม่ไว้ในตนเอง และเริ่มมีความเข้าใจชัดเจนว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ และนี่คือจุดเริ่มต้นของวินัยและศีลธรรมจรรยา
เด็กวัยนี้เริ่มมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและการควบคุมตนเอง เด็กจะจดจำว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตามที่พ่อแม่สอน และพยายามทำในสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เช่น หากเด็กมีความปรารถนาบางประการ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจก็จะมาตรวจสอบความปรารถนาว่าเหมาะสมหรือไม่ และเด็กจะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นหากตนไปทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ
ให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม
ลูกในวัยนี้เข้าใจภาษามากขึ้นแล้ว คุณจึงสามารถอธิบายเหตุผลได้มากขึ้น แต่ก็ควรให้เหตุผลแบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
แม่พาติ๋มอายุ 4 ขวบมาหาหมอ บอกว่าลูกก้าวร้าวและชอบตีน้อง แม่อธิบายจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว แต่ลูกก็ไม่ฟังเลย
หมอถามว่าแม่อธิบายอย่างไรเวลาลูกอารมณ์เสียและตีน้อง แม่บอกว่า “ก็พูดว่าติ๋มอย่าโมโหซิลูก การโมโหแปลว่า เราปล่อยให้ความมืดเข้ามาในใจเรา และการที่ตีน้องมันก็เป็นบาป ลูกไม่ควรทำ”
อายุ 4 ขวบอย่างติ๋มนี้ยังไม่เข้าใจคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปมัยต่างๆ เช่น เปรียบเทียบ “ความมืด” ว่าหมายถึง สิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ อันที่จริงเด็กวัยนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” หมายความว่าอย่างไร “บาป” กับ “บุญ” เป็นอย่างไร เด็กเล็กๆรู้แค่ว่า ทำอะไรแล้วพ่อแม่พอใจ เท่านั้น ดังนั้นควรให้เหตุผลสั้นๆว่า “ติ๋มอย่าตีน้อง เพราะแม่ไม่ชอบ” ติ๋มก็จะหยุดตีน้อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อายุ 3-5 ปี<br />
<strong>การเปลี่ยนแปลงในเด็กก่อนวัยเรียน</strong><br />
ลูกในวัยนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่เหมาะสมกว่าในวัย 2 ขวบ ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่จะทำให้การมองตนเองและสิ่งรอบตัวแตกต่างไปจากเดิมนั่นคือ เด็กจะมองโดยใช้ความคิดของพ่อแม่เป็นหลัก เด็กจะยึดถือความคิดอุดมคติและข้อห้ามของพ่อแม่ไว้ในตนเอง และเริ่มมีความเข้าใจชัดเจนว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ และนี่คือจุดเริ่มต้นของวินัยและศีลธรรมจรรยา<br />
เด็กวัยนี้เริ่มมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและการควบคุมตนเอง เด็กจะจดจำว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตามที่พ่อแม่สอน และพยายามทำในสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เช่น หากเด็กมีความปรารถนาบางประการ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจก็จะมาตรวจสอบความปรารถนาว่าเหมาะสมหรือไม่ และเด็กจะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นหากตนไปทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ</p>
<p><strong>ให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม</strong><br />
ลูกในวัยนี้เข้าใจภาษามากขึ้นแล้ว คุณจึงสามารถอธิบายเหตุผลได้มากขึ้น แต่ก็ควรให้เหตุผลแบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม<br />
แม่พาติ๋มอายุ 4 ขวบมาหาหมอ บอกว่าลูกก้าวร้าวและชอบตีน้อง แม่อธิบายจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว แต่ลูกก็ไม่ฟังเลย<br />
หมอถามว่าแม่อธิบายอย่างไรเวลาลูกอารมณ์เสียและตีน้อง แม่บอกว่า “ก็พูดว่าติ๋มอย่าโมโหซิลูก การโมโหแปลว่า เราปล่อยให้ความมืดเข้ามาในใจเรา และการที่ตีน้องมันก็เป็นบาป ลูกไม่ควรทำ”<br />
อายุ 4 ขวบอย่างติ๋มนี้ยังไม่เข้าใจคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปมัยต่างๆ เช่น เปรียบเทียบ “ความมืด” ว่าหมายถึง สิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ อันที่จริงเด็กวัยนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” หมายความว่าอย่างไร “บาป” กับ “บุญ” เป็นอย่างไร เด็กเล็กๆรู้แค่ว่า ทำอะไรแล้วพ่อแม่พอใจ เท่านั้น ดังนั้นควรให้เหตุผลสั้นๆว่า “ติ๋มอย่าตีน้อง เพราะแม่ไม่ชอบ” ติ๋มก็จะหยุดตีน้อง เพราะโดยทั่วไป เด็กๆมักอยากทำสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เหตุผลง่ายๆก็คือ เด็กต้องการให้พ่อแม่รักและยอมรับนั่นเอง</p>
<p><strong>ลูกดื้อ</strong><br />
ความดื้อเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กปกติ เด็กทุกคนต้องมีความดื้อบ้างไม่มากก็น้อย บางคนอาจมีนิสัยไม่ชอบทำตามคำสั่ง บางคนอาจเถียงเก่งแบบ “คำไม่ตกฟาก” อาการดื้อไม่ค่อยเชื่อฟังนี้มักเกิดใน 2 ช่วง คือ ราวอายุ 2-5 ขวบ และเมื่อเริ่มเข้าวัยรุ่น ในช่วงอายุนี้เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง(autonomy) เริ่มรู้สึกพึ่งพาตนเองได้ ทำอะไรเองก็ได้ตามใจชอบ เด็กจะตั้งคำถามบ่อยๆว่า “ทำไมหนูต้องทำอย่างนั้นด้วย” หรือพูดบ่อยๆว่า “ผมจะไม่ทำ” เด็กต้องการทดสอบกฎระเบียบของผู้ใหญ่ รวมทั้งความอดทนที่ผู้ใหญ่มีต่อเขา ในทั้งสองช่วงนี้ พ่อแม่ไม่ควรกังวลมากจนเกินไปว่าความดื้อนั้นเป็นสิ่งที่ผิดปกติ แต่คุณจะต้องหาทางควบคุมไม่ให้มันเกินเลยไป</p>
<p><strong>การออกคำสั่งห้าม</strong><br />
การออกคำสั่งห้ามและกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมว่า ลูกทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆ เพราะการสั่งห้ามเป็นสิ่งที่จะปกป้องเด็กจากอันตราย เมื่อคุณจำเป็นต้องออกคำสั่งลูก จงกระทำอย่างหนักแน่นแต่อ่อนโยนและสุภาพ บางทีลูกอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลลึกซึ้งมากมาย แต่ลูกก็จะมีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย เมื่อรู้ว่าทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ อย่าพูดอย่างไม่แน่ใจหรืออ้อมแอ้ม คำสั่งที่ชัดเจนและสั้นๆจะช่วยให้ลูกเข้าใจง่ายและกระทำตามได้มากกว่าคำอธิบายที่ยืดยาว<br />
คุณไม่ควรออกคำสั่งห้ามบ่อยๆ ทางที่ดีคุณควรหาวิธีช่วยป้องกันไม่ให้ลูกทำผิดหรือทำสิ่งที่เป็นอันตราย เช่นคุณควรจะเก็บข้าวของที่เป็นอันตราย เช่นมีด หรือของที่อาจจะแตกหักง่ายไปให้พ้นมือของลูก การสั่งห้ามบ่อยๆ จะทำให้ลูกหงุดหงิดใจได้ และอาจทำให้ลูกเกิดความกลัวไม่กล้าทำอะไร และกลายเป็นเด็กขี้กลัวในที่สุด</p>
<p><strong>เมื่อลูกขัดคำสั่ง</strong><br />
บางครั้งลูกก็ขัดขืนคำสั่ง ไม่ใช่เพราะลูกอยากจะต่อต้านคุณ แต่ลูกอยากจะทดสอบว่าคุณจริงจังกับคำสั่งหรือข้อห้ามที่ตั้งขึ้นมาหรือไม่ วิธีที่ดีที่สุด คือ คุณต้องหนักแน่นและเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อสั่งแล้วลูกไม่ทำก็จงพูดอย่างหนักแน่นอีกครั้ง และถ้าลูกไม่ทำอีกก็จงจัดการให้ลูกทำตามอย่างสงบ เช่น หากสั่งให้ลูกปิดโทรทัศน์ 2 ครั้งแล้วลูกยังไม่ทำตาม คุณก็จงเดินไปที่โทรทัศน์แล้วปิดเสียเอง หรือไม่ก็จับมือลูกเดินไปที่โทรทัศน์ด้วยกันแล้วเอามือของลูกไปปิดสวิทช์โทรทัศน์ พร้อมบอกกับลูกว่า “เมื่อแม่สั่งให้ปิดทีวี หนูต้องทำตามคำสั่งของแม่” หลักสำคัญคือ เมื่อลูกไม่เชื่อฟังแล้วอย่าปล่อยไว้เฉยๆ พยายามจัดการให้ลูกทำตามคำสั่งให้ได้ แต่จงทำอย่างสงบ อย่าโกรธหรือใช้วิธีลงโทษรุนแรง พ่อแม่ที่โกรธและต้องลงโทษรุนแรงนั้นเป็นเพราะเขาอดทนมาก รอจนสั่งครั้งที่ 10 แล้วลูกไม่เชื่อจึงค่อยจัดการกับลูก และการจัดการเมื่อคุณรอจนถึงครั้งที่10 นั้น จะลงเอยด้วยความโกรธและการตีลูกแรงเสมอ</p>
<p><strong>ข้อควรปฏิบัติเมื่อลูกอารมณ์เสียและอาละวาดบ่อยๆ</strong><br />
1. หาสาเหตุ นอกเหนือไปจากการหงุดหงิดเพราะถูกขัดใจแล้ว บางทีลูกอาจจะเหนื่อย เพลีย หิวหรือไม่สบาย ถ้าคุณแก้ปัญหานั้นได้ อาการอารมณ์เสียก็จะหายไป<br />
2. เบี่ยงเบนความสนใจ เช่นถ้าลูกกำลังอาละวาดเนื่องจากถูกน้องแย่งของ คุณก็อาจจะชวนลูกเล่นอย่างอื่น หรือพาลูกไปดูรถที่หน้าบ้าน<br />
3. เพิกเฉย ถ้าคุณไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจลูกได้แล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น ในที่สุดลูกก็จะเรียนรู้ว่าการอาละวาดอย่างนั้นไม่มีประโยชน์<br />
4. แยกเด็กออกไปอยู่ต่างหาก หรือใช้วิธี time out<br />
5. ทำบันทึกเกี่ยวกับการอาละวาดของลูก จะทำให้คุณเข้าใจปัญหามากขึ้น เช่นลูกอาละวาดทุกครั้งที่มีน้องเข้ามายุ่งด้วย คุณก็ต้องแก้ปัญหาโดยไม่ให้น้องเข้ามายุ่งกับพี่มากเกินไป<br />
6. สอนลูก เมื่อไรก็ตามที่ลูกอารมณ์ดี จงฉวยโอกาสสอนลูกถึงพฤติกรรมดีๆที่คุณต้องการให้ลูกทำ</p>
<p>พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีวินัย วินัยทำให้บุคคลพัฒนาไปอย่างเหมาะสม ใช้ศักยภาพของตนได้เต็มที่และดำรงอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง</p>
<p>การฝึกวินัยไม่ใช่การเลี้ยงลูกอย่างเข้มงวด จงเดินทางสายกลาง อย่าเข้มงวดมากเกินไป และอย่าตามใจมากเกินไป<br />
ที่มา http://go2pasa.ning.com/forum/topics/2456660:Topic:130663?commentId=2456660%3AComment%3A131096</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เจาะจุดเด่น &#8220;8 แนวการศึกษาทางเลือก&#8221; ตัวช่วยเลือกร.ร.ให้ลูก</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-8-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-8-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 May 2011 05:31:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิตมีสุข]]></category>

		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=682</guid>
		<description><![CDATA[เชื่อได้เลยว่า คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกใกล้เข้าวัยเรียน คงต้องคิดหนักเรื่องของการเลือกโรงเรียนให้กับลูกไม่น้อย เนื่องจากสมัยนี้ มีโรงเรียนมากมาย และผุดขึ้นอีกไม่รู้กี่แห่ง ทำให้พ่อแม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน โดยเฉพาะการหาโรงเรียนที่ดี มีระบบการเรียนการสอนที่ตรงกับพัฒนาการของลูก
การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)
       เริ่มเก็บข้อมูลกันที่ แนวการเรียนการสอนแบบ &#8220;มอนเตสซอรี่&#8221; เป็นหลักการสอนที่ยึดหลักตามพัฒนาการและความต้องการของเด็กวัย 0-6 ปี ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ &#8220;สภาพแวดล้อม&#8221; โดยมีครูเป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อม ดังนั้นผู้ใหญ่หรือผู้ที่ดูแลเด็กจะต้องมีสัมพันธภาพที่ดี มีความรัก เอื้ออาทร มีเสรีภาพ ให้เด็กมีโอการเลือกและสิ่งที่สำคัญของการเรียนแบบมอนเตสซอรี่ คือ &#8220;มือ&#8221; เพราะมือคือครูที่สำคัญคนหนึ่ง เด็กสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมือตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่และคุณครู เป็นผู้เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
       แนวการสอน จะเน้นการใช้สื่ออุปกรณ์ให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เด็กๆ จะมีอิสระในการหยิบอุปกรณ์ชิ้นใดก็ได้มาทำ เขาอาจจะเลือกหยิบชิ้นที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง เมื่อพบว่าตัวเองทำไม่ได้ เขาก็จะนำไปเก็บและหยิบอุปกรณ์ชิ้นใหม่ขึ้นมาแทน ทั้งนี้การฝึกฝนจากอุปกรณ์ที่ง่ายและขยับขึ้นไปสู่อุปกรณ์ที่ยากจะเป็นไปตามพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดยกิจกรรมหลักของแนวทางนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อได้เลยว่า คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกใกล้เข้าวัยเรียน คงต้องคิดหนักเรื่องของการเลือกโรงเรียนให้กับลูกไม่น้อย เนื่องจากสมัยนี้ มีโรงเรียนมากมาย และผุดขึ้นอีกไม่รู้กี่แห่ง ทำให้พ่อแม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน โดยเฉพาะการหาโรงเรียนที่ดี มีระบบการเรียนการสอนที่ตรงกับพัฒนาการของลูก</p>
<p><strong>การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)</strong></p>
<p>       เริ่มเก็บข้อมูลกันที่ แนวการเรียนการสอนแบบ &#8220;มอนเตสซอรี่&#8221; เป็นหลักการสอนที่ยึดหลักตามพัฒนาการและความต้องการของเด็กวัย 0-6 ปี ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ &#8220;สภาพแวดล้อม&#8221; โดยมีครูเป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อม ดังนั้นผู้ใหญ่หรือผู้ที่ดูแลเด็กจะต้องมีสัมพันธภาพที่ดี มีความรัก เอื้ออาทร มีเสรีภาพ ให้เด็กมีโอการเลือกและสิ่งที่สำคัญของการเรียนแบบมอนเตสซอรี่ คือ &#8220;มือ&#8221; เพราะมือคือครูที่สำคัญคนหนึ่ง เด็กสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมือตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่และคุณครู เป็นผู้เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง</p>
<p>       แนวการสอน จะเน้นการใช้สื่ออุปกรณ์ให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เด็กๆ จะมีอิสระในการหยิบอุปกรณ์ชิ้นใดก็ได้มาทำ เขาอาจจะเลือกหยิบชิ้นที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง เมื่อพบว่าตัวเองทำไม่ได้ เขาก็จะนำไปเก็บและหยิบอุปกรณ์ชิ้นใหม่ขึ้นมาแทน ทั้งนี้การฝึกฝนจากอุปกรณ์ที่ง่ายและขยับขึ้นไปสู่อุปกรณ์ที่ยากจะเป็นไปตามพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดยกิจกรรมหลักของแนวทางนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มคือ กลุ่มประสบการณ์ชีวิต เพื่อฝึกให้เด็กมีสมาธิ ระเบียบวินัย กิจกรรมในกลุ่มประสาทสัมผัส และกิจกรรมในกลุ่มวิชาการ</p>
<p>       อย่างไรก็ดี การสอนแนวนี้ จะเน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เพราะเชื่อว่าเด็กปฐมวัยชอบความเป็นระเบียบ แต่จุดอ่อน คือแง่ทักษะในสังคม เด็กจะขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู เพราะเด็กต้องทำกิจกรรมของใครของมัน ปล่อยให้เด็กคิดอย่างอิสระ ทำด้วยตัวเอง ส่วนจุดแข็งที่ทำให้เราเห็นความแตกต่าง คือความเชื่อในเรื่องประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งช่วยพัฒนาการเด็กได้มาก</p>
<p>       สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กเรียบร้อย แล้วอยากจะเลือกการศึกษาแนวนี้ ควรต้องดูให้ถึงแก่นว่าโรงเรียนที่บอกนั้นได้ยึดหลัก &#8220;เด็กเป็นศูนย์กลาง&#8221; (Child Center) หรือไม่ และอุปกรณ์ที่ให้เด็กใช้เป็นอย่างไร รวมถึงครูผู้สอนผ่านการฝึกอบรมมานักแค่ไหน</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดมาใช้ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว http://www.kornkaew.th.edu และโรงเรียนอนุบาลสาริน www.anubansarin.com</p>
<p><strong>การเรียนการสอนแบบวอล์ดอร์ฟ (Waldorf method)</strong></p>
<p>       เป็นการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กๆ ที่ควรได้เล่นอย่างอิสระ มีชีวิตเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นให้เด็กๆ รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตัวเองในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก ผ่านกิจกรรม 3 อย่าง คือ กิจกรรมทางกายหรือการกระทำ กิจกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก และกิจกรรมผ่านความคิดหรือสมอง โดยเน้นให้เด็กใช้พลังทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา หรือศาสตร์ของศิลปะ</p>
<p>       แนวนี้เชื่อว่า &#8220;จินตนาการของเด็กคือการเรียนรู้&#8221; โดยจะสอนตามพัฒนาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0-7 ปี ที่ถือว่าเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางร่างกายมากที่สุด เน้นไปที่การเรียนรู้แบบธรรมชาติ ไม่มีการสอนแบบชั้นเรียน ห้องเรียน จะมีมุมต่างๆ ให้เด็กได้เรียนรู้จากการเล่นของธรรมชาติ ใช้ของง่ายๆ พื้นๆ เช่นการวาดรูปด้วยสีน้ำ การปั้นดินเหนียว การปลูกผัก ทำอาหาร ประดิษฐ์งานฝีมือ ล้างจานและทำความสะอาดอื่นๆ</p>
<p>       อย่างไรก็ดี การเรียนการสอนในแนวนี้ เป็นการสอนเพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ การนำวิธีการสอนแบบวอล์ดอร์ฟ จำเป็นต้องนำทั้งระบบการศึกษาไปใช้ควบคู่กับรูปแบบ ดังนั้นพ่อแม่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานศึกษาอย่างรอบคอบก่อนส่งลูกไปเรียนในหลักสูตรนี้</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนปัญโญทัย www.panyotai.com โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก www.baanrakk.th.edu และโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ www.tridhaksa.ac.th</p>
<p>การทำกิจกรรมของเด็กๆ /ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต<br />
<strong>*** เรกจิโอเอมิเลีย (Reggio Emilia Approach</strong></p>
<p>เป็นหลักการสอนที่เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ และบริบทของสังคมที่เด็กอยู่เป็นตัวกำหนด จะต้องเรียนรู้ว่าสังคมรอบตัวเป็นอย่างไร ผลงานที่เด็กทำจึงต้องเกิดจากความสนใจของเด็กที่ลองผิดลองถูกเองทั้งหมด</p>
<p>       โดยการศึกษาแนวนี้ เชื่อเสมอว่า เด็กมีความสามารถในตัวอยู่แล้ว ครูจึงมีบทบาทที่จะเข้ามาขยายความสามารถนั้น เปิดโอกาสให้เด็กค้นคว้าเรียนรู้ และความสนใจของเด็กต้องได้รับการสานต่อและเชื่อมโยง ซึ่งมีหลายข้อที่น่าสนใจดังนี้</p>
<p>       1. วิธีการมองเด็ก เด็กแต่ละคนมีลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง มีศักยภาพและความสามารถในตัวเองมาตั้งแต่เกิด คุณครูต้องรับรู้ถึงศักยภาพ ส่งเสริม สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะสนองตอบต่อศักยภาพเด็กอย่างเหมาะสม</p>
<p>       2.โรงเรียนเป็นแหล่งการบูรณาการสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย การดำเนินการจึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 คือ เด็ก ครอบครัว และครู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรสำหรับทุกคนที่ได้เข้าสัมผัส</p>
<p>       3. ครูและเด็กเรียนรู้ไปด้วยกัน การเรียนรู้ที่มีคุณค่าสำหรับเด็กไม่ใช่การสอนจากครูที่เป็นการบอกเล่าโดยตรง แต่เป็นการจัดสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้</p>
<p>       4. ครูต้องปฏิบัติตัวเป็นนักศึกษา ค้นคว้า วิจัย และสำรวจ พูดง่ายๆ คือ ครูต้องเป็นมากกว่าครู เพื่อนำพาเด็กไปสู่การเรียน ที่ก้าวหน้า พัฒนาสติปัญญาในขั้นต่อไป</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนมณีรัตน์ www.maneerut.com</p>
<p><strong>       *** การเรียนการสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach)</strong></p>
<p>       แนวการสอนนี้ ถูกนำมาสอดแทรกไปกับการเรียนรู้ภาษา ทั้งการพูด การเขียน และการอ่าน เป็นการเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจึงไม่มีความรู้สึกว่ายากลำบากในการเรียน เพราะเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษา</p>
<p>       โดยในห้องเรียน จะต้องมีกิจกรรมที่มีความหมายต่อเด็ก มีลักษณะสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กคุ้นกับหนังสือ ควรมีหนังสือให้เด็กเลือกอ่านตามความสนใจ อ่านหนังสือให้ฟังทุกวัน ให้เด็กเล่าเรื่องจาก การพูด การเขียน การวาด หรือการแสดง โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางสอนเด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกัน ซึ่งครูจะมีบทบาทมากในการกระตุ้นให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษา กระตุ้นให้เด็กลองเขียน ผิดๆ ถูกๆ ให้กำลังใจ ส่วนพ่อแม่ต้องสร้างเจตคติให้ลูกรู้จักการสื่อสาร รักในการพูด อ่าน เขียนไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ลูกอยู่อนุบาล 3 แล้วจะต้องอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนทอรัก www.taurakschool.net และ โรงเรียนอนุบาลวัฒนาสาธิต www.wattanasatitschool.com</p>
<p>ให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน<br />
*** การเรียนการสอนแบบโครงการ (Project Approach)</p>
<p>       หลักคิดของแนวการสอนแบบนี้ เป็นการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา พัฒนาการทางสังคมของเด็ก หากเด็กจะเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หัวข้อนั้นๆ ไม่ได้มาจากครู แต่มาจากตัวของเด็กเอง เป็นแนวการสอนที่ดึงศักยภาพเด็กออกมา เพราะฉะนั้นเด็กเก่งก็สามารถช่วยเด็กอ่อนได้ ในขณะที่เด็กอ่อนก็ไม่รู้สึกแปลกที่ไม่เป็นการเรียนแบบแพ้คัดออก ทั้งยังเน้นให้เด็กคิดเอง ที่สำคัญเด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา มือ ปาก และความรู้สึก</p>
<p>       อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยนั้นมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ 1.รูปแบบโครงการที่ให้เด็กตั้งสมมติฐานในสิ่งที่สนใจอยากเรียนรู้ จากนั้นให้ทดลองว่าเป็นไปตามที่คาดคะเนไว้หรือไม่ 2.รูปแบบ Reggio เป็นโครงการที่ไม่มีโครงสร้างจำกัดมากนัก และ 3.โครงการแบบมีกระบวนการครบทั้ง 5 ขั้น คือ อภิปรายกลุ่ม ออกภาคสนาม การนำเสนอประสบการณ์เดิม การสืบค้น และการจัดแสดง อย่างไรก็ดี การเรียนแนวนี้ ก็มีข้อจำกัดถ้าหากไม่มีการพาเด็กออกภาคสนามหรือทัศนศึกษา จะทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์ www.teeranurakschool.com โรงเรียนวรรณสว่างจิต www.wsc.ac.th และโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ http://kukai.ac.th</p>
<p>       *** นีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)</p>
<p>       เป็นการเรียนการสอนที่นำศาสตร์ทางตะวันออกกับความทันสมัยของตะวันตกมาผสมผสานเข้าด้วยกัน มีการให้เด็กๆ ฝึกสมาธิ ทำโยคะโดยมีเสียงเพลงประกอบ และได้รวบรวมวิธีการสอนใหม่ๆ เข้าไปด้วย โดยให้ความสำคัญกับ ความเก่ง ความฉลาด ที่เป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ พร้อมกับเชื่อว่าความเป็นคนที่สมบูรณ์เกิดจากศักยภาพที่สำคัญทั้ง 4 ด้าน คือ</p>
<p>       ด้านร่างกายจะต้องแข็งแรง ด้านจิตใจ ถ้าร่างกายแข็งแรงแต่จิตใจกลับอ่อนแอ เด็กก็จะขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีน้ำใจ มีความรักและความเมตตาให้กับคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และสุดท้ายด้านวิชาการ จะต้องมีความรู้ไว้พัฒนาการตนเอง แนวคิดนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของเด็ก 95 % มาจากสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเด็ก อีก 5 % เป็นเรื่องกรรมพันธุ์ที่ได้รับจากพ่อแม่ ซึ่งในหมู่นักการศึกษากลับมองว่า หลักความเชื่อเช่นนี้ ค่อนข้างชี้ชัดเกินไป เพราะในวิถีของเด็กยังมีปัจจัยอีกมากที่ส่งผลต่อการเรียนรู้</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ คือ โรงเรียนอมาตยกุล โทร.02-972-8894-5 หรือ 02-986-1663</p>
<p>       *** การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป (High/Scope Approach)</p>
<p>       เป็นการเรียนที่ใช้หลักการให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตัวเอง ได้ลงมือปฏิบัติ และเลือกสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเรียน โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการทำกิจกรรม เน้นกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ การวางแผน, การปฏิบัติ และการทบทวน โดยต้องระวังว่ากระบวนการต้องมาจากความคิดของเด็กๆ ไม่ใช่การชี้นำของครูผู้สอน</p>
<p>       สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนเกษมพิทยา (แผนกอนุบาล) www.kasempit.th.edu</p>
<p>       *** การเรียนการสอนแบบวิถีพุทธ (Buddhist Education)</p>
<p>       ส่วนแนวการเรียนการสอนสุดท้าย เป็นแนวคิดที่ทีมงานได้เคยนำเสนอไปแล้ว ถ้าพ่อแม่ท่านใดสนใจแนวทางวิถีพุทธ สามารถเข้าไปอ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ ส่งลูกเข้าเรียน &#8220;วิถีพุทธ&#8221; ใครว่าเด็กจะล้าหลังคร่ำครึ!<br />
สำหรับบ้านไหนที่สนใจแนวโรงเรียนทางเลือกแบบใด และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อไปตามโรงเรียนได้ หรือติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2269-1091-50</p>
<p>ที่มา http://go2pasa.ning.com/forum/topics/2456660:Topic:346766</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-8-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>12 กิจกรรมสนุกๆ เล่นกับลูกช่วงปิดเทอม</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/12-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b9%86-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/12-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b9%86-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 May 2011 05:24:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิตมีสุข]]></category>

		<category><![CDATA[กิจกรรมเล่นกับลูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=680</guid>
		<description><![CDATA[เวียนมาอีกครั้งกับการปิด เทอมในช่วงมีนาคม-เมษายน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะกังวลใจว่าจะหากิจกรรมอะไรมาเล่นกับลูกดี บางครอบครัวอาจส่งลูกเรียนภาคฤดูร้อน บางครอบครัวอาจส่งเข้าโรงเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษ แล้วแต่ความจำเป็น และทัศนคติของแต่ละครอบครัว
แต่สำหรับเด็กๆ แล้วช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เขาตื่นเต้นที่จะได้พักผ่อนจากการเรียน ได้ไปเที่ยว ได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอกิจกรรมสนุกๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้      
1. เล่นเกมลูกโป่งวอลเล่ย์บอล เด็กกับลูกโป่งเป็นของคู่กัน คุณพ่อคุณแม่ลองเป่าลูกโป่งแล้วแบ่งเป็น 2ทีมเล่นวอลเล่ย์บอลกับลูก เด็กๆ จะกระโดดตัวลอยเลยทีเดียว
2. วาดรูปบนรั้วหลังบ้าน ลองหาสีชอล์ คสำหรับเด็ก หรือระบายสีด้วยน้ำเปล่า โดยพาลูกไปที่รั้วหลังบ้านพร้อมด้วยกระป๋องน้ำ กับพู่กันอันใหญ่ หารั้วอิฐหรือกำแพงว่างๆ หากไม่มี พื้นปูนที่ลานบ้านก็ใช้ได้ แล้วลองระบายสีเล่นกันดู ไม่แน่อาจค้นพบจิตรกรตัวน้อยในบ้านก็ได้
3. ทำจรวดยักษ์ หากไปศูนย์การค้าหรือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ลองขอกล่องกระดาษติดกลับบ้านมาบ้าง แล้วลองสร้างเป็นจรวดขนาดใหญ่ คิดสร้างสรรค์ไม่มีผิดหรือถูก มีประตูทางเข้าติดกระดาษสี ให้สวยงาม เด็กผู้ชายจะชอบกิจกรรมนี้มาก กิจกรรมนี้นอกจากจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นสนุกสนานแล้วยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาความคิดเชิงระบบและความรู้ทางคณิตศาสตร์ อีกด้วย
4. สร้างภาพยนตร์ร่วมกัน กิจกรรมนี้ เหมาะกับเด็กอายุประมาณ 6ขวบขึ้นไป โดยคุณพ่อคุณแม่กับลูกลองช่วยกันเขียนบทภาพยนตร์ แล้วลองเล่นบทบาทสมมุติจากเรื่องที่แต่งขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวียนมาอีกครั้งกับการปิด เทอมในช่วงมีนาคม-เมษายน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะกังวลใจว่าจะหากิจกรรมอะไรมาเล่นกับลูกดี บางครอบครัวอาจส่งลูกเรียนภาคฤดูร้อน บางครอบครัวอาจส่งเข้าโรงเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษ แล้วแต่ความจำเป็น และทัศนคติของแต่ละครอบครัว</p>
<p>แต่สำหรับเด็กๆ แล้วช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เขาตื่นเต้นที่จะได้พักผ่อนจากการเรียน ได้ไปเที่ยว ได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอกิจกรรมสนุกๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้      </p>
<p>1. เล่นเกมลูกโป่งวอลเล่ย์บอล เด็กกับลูกโป่งเป็นของคู่กัน คุณพ่อคุณแม่ลองเป่าลูกโป่งแล้วแบ่งเป็น 2ทีมเล่นวอลเล่ย์บอลกับลูก เด็กๆ จะกระโดดตัวลอยเลยทีเดียว</p>
<p>2. วาดรูปบนรั้วหลังบ้าน ลองหาสีชอล์ คสำหรับเด็ก หรือระบายสีด้วยน้ำเปล่า โดยพาลูกไปที่รั้วหลังบ้านพร้อมด้วยกระป๋องน้ำ กับพู่กันอันใหญ่ หารั้วอิฐหรือกำแพงว่างๆ หากไม่มี พื้นปูนที่ลานบ้านก็ใช้ได้ แล้วลองระบายสีเล่นกันดู ไม่แน่อาจค้นพบจิตรกรตัวน้อยในบ้านก็ได้</p>
<p>3. ทำจรวดยักษ์ หากไปศูนย์การค้าหรือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ลองขอกล่องกระดาษติดกลับบ้านมาบ้าง แล้วลองสร้างเป็นจรวดขนาดใหญ่ คิดสร้างสรรค์ไม่มีผิดหรือถูก มีประตูทางเข้าติดกระดาษสี ให้สวยงาม เด็กผู้ชายจะชอบกิจกรรมนี้มาก กิจกรรมนี้นอกจากจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นสนุกสนานแล้วยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาความคิดเชิงระบบและความรู้ทางคณิตศาสตร์ อีกด้วย</p>
<p>4. สร้างภาพยนตร์ร่วมกัน กิจกรรมนี้ เหมาะกับเด็กอายุประมาณ 6ขวบขึ้นไป โดยคุณพ่อคุณแม่กับลูกลองช่วยกันเขียนบทภาพยนตร์ แล้วลองเล่นบทบาทสมมุติจากเรื่องที่แต่งขึ้น หรืออาจใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าช่วย พี่คนโตอาจเป็นผู้กำกับ คุณแม่เป็นช่างแต่งหน้า ลูกกับคุณพ่อเป็นคนแสดง เป็นต้น เด็กๆ จะได้ฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และฝึกความเป็นผู้นำ ผู้ตามไปในตัวอีกด้วย</p>
<p>5. เมนูอาหารพิเศษ วันนี้อาจให้ลูก เป็นคนคิดเมนูอาหาร แล้วทำรายการอาหารว่าต้องซื้ออะไรบ้าง พาลูกไปซื้อของ แล้วลองทำอาหารด้วยกันดู ซึ่งเด็กๆ จะได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่องการ ชั่ง ตวง วัด โดยไม่รู้ตัว</p>
<p>6. กางเต็นท์นอนเล่น คุณพ่อคุณแม่ลอง หามุมสงบสักมุมหนึ่ง ในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ แล้วกางเต็นท์ เตรียมไฟฉาย หมอน ผ้าห่มให้พร้อม แล้วอย่าลืมของกินเล่นเล็กๆ น้อย ๆ ติดไปด้วย เด็กจะสนุกและตื่นเต้นกับกิจกรรมนี้มาก</p>
<p>7. วาดรูปโดยใช้นิ้วมือ กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ผู้เขียนเคยทำสมัยเด็กๆ โดยเตรียมกระดาษแผ่นใหญ่แล้วให้เด็กๆ ใช้นิ้วจุ่มลงในสีน้ำแล้วละเลงสีเป็นรูปภาพต่างๆ ตามจินตนาการลงบนกระดาษ ซึ่งเด็กๆ จะสนุกสนานกับกิจกรรมนี้มาก</p>
<p>8. พาลูกไปห้องสมุด เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ไปเลือกดูเลือกอ่านหนังสือที่ตนเองชอบ</p>
<p>9. พาลูกไปเดินป่า เด็กที่อยู่ใน เมืองนั้นหาธรรมชาติดูได้ลำบาก ดังนั้นหากปิดเทอมนี้พาลูกไปลองเดินป่าดู ศึกษาธรรมชาติ เก็บของป่า ปีนต้นไม้ ส่องดูนก นอกจากจะเด็กๆ จะได้รับความสนุกสนานแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้เด็กรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยในเวลาเดียวกัน</p>
<p>10. ชวนลูกทำสวน พ่อแม่ลูกลองช่วยกัน ปลูกต้นไม้ด้วยกัน แล้วตั้งชื่อแปลกๆ ให้ต้นไม้ เช่น สาวน้อยสีเหลือง (ต้นดาวเรือง) ต้นยุงรำคาญ (ตะไคร้หอม) เป็นต้น แล้วให้ลูกช่วยกันดูแล รดน้ำ ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยสร้างนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกเป็นอย่างดี</p>
<p>11. ไปเยี่ยมเด็กกำพร้า พาลูกไป เยี่ยมเด็กกำพร้าหรือเด็กพิการ โดยไปเยี่ยม ไปอุ้มน้อง ไปเล่นกับน้อง หรือให้ลูกนำขนม หรือทำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปให้เด็กๆ เหล่านั้นด้วย ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการสอนให้ลูกรู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การไม่ดูถูกผู้อื่น การมีน้ำใจ และสอนให้ลูกรู้ว่าทุกคนเป็นคนพิเศษแม้ว่าเขาจะเกิดมาไม่สมบูรณ์ก็ตาม</p>
<p>12. แต่งเพลงร่วมกัน ปิดเทอมนี้ลอง แต่งเพลงร่วมกัน เป็นเพลงพิเศษประจำครอบครัวแล้วลองร้องเล่นกันดู เด็กๆ จะได้ฝึกทั้งภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องของดนตรี ในเรื่องของ จังหวะ ทำนอง และการร้องเพลง</p>
<p>ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ทุกคนต่างรอคอยที่จะได้พักผ่อน ได้รับประสบการณ์ดีๆ และความสนุกสนานร่วมกับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ลองนำ 12กิจกรรมที่ผู้เขียนนำเสนอนี้ไปเล่นกับลูกดูนะคะ รับรองได้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขสำหรับทุกคนในครอบครัวจริงๆ สุขสันต์วันปิดเทอมค่ะ</p>
<p>ที่มา http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/situations/21183</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/12-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b9%86-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เล่นกับลูกได้สนุกจัง</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 May 2011 05:14:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิตมีสุข]]></category>

		<category><![CDATA[กิจกรรมเล่นกับลูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=678</guid>
		<description><![CDATA[ในยามว่างวันหยุดสุดสัปดาห์  หากคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรกับลูกดี  คอลัมน์นี้แนะนำได้นะคะ  การเล่นเป็นงานที่สำคัญสำหรับเด็ก  โดยเฉพาะเด็กวัย 6 ปีแรก  เพราะมีส่วนสำคัญกับการพัฒนาสมอง  มีใครหลายๆ คน บอกว่า  “การเล่น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”  เพราะการเล่นช่วยพัฒนาเด็กได้มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาด้านสังคม  พัฒนาด้านกล้ามเนื้อ  พัฒนาการด้านจิตใจหรืออารมณ์  รวมทั้งพัฒนาด้านภาษาด้วย  คอลัมน์นี้จะแนะนำวิธีการเล่นที่ง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้กับลูกๆ ได้
กิจกรรม  สีสันฉันเป็นใคร
1. เตรียมกระดาษบรูฟแผ่นใหญ่   1 แผ่น  สีเทียนแท่งใหญ่
2. นำกระดาษบรูฟ วางบนพื้น  ให้ลูกนอนหงายบนกระดาษ  คุณพ่อคุณแม่ใช้สีเทียนลากเส้นเป็นโครงรูปของลูกบนกระดาษนั้น
3. ให้เด็กลุกขึ้น  และดูรูปที่วาด  ต่อจากนั้นก็ช่วยกันวาดรูปอวัยวะอื่นๆและตกแต่งสีสันให้สวยงาม  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในยามว่างวันหยุดสุดสัปดาห์  หากคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรกับลูกดี  คอลัมน์นี้แนะนำได้นะคะ  การเล่นเป็นงานที่สำคัญสำหรับเด็ก  โดยเฉพาะเด็กวัย 6 ปีแรก  เพราะมีส่วนสำคัญกับการพัฒนาสมอง  มีใครหลายๆ คน บอกว่า  “การเล่น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”  เพราะการเล่นช่วยพัฒนาเด็กได้มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาด้านสังคม  พัฒนาด้านกล้ามเนื้อ  พัฒนาการด้านจิตใจหรืออารมณ์  รวมทั้งพัฒนาด้านภาษาด้วย  คอลัมน์นี้จะแนะนำวิธีการเล่นที่ง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้กับลูกๆ ได้<br />
<strong>กิจกรรม  สีสันฉันเป็นใคร</strong><br />
1. เตรียมกระดาษบรูฟแผ่นใหญ่   1 แผ่น  สีเทียนแท่งใหญ่<br />
2. นำกระดาษบรูฟ วางบนพื้น  ให้ลูกนอนหงายบนกระดาษ  คุณพ่อคุณแม่ใช้สีเทียนลากเส้นเป็นโครงรูปของลูกบนกระดาษนั้น<br />
3. ให้เด็กลุกขึ้น  และดูรูปที่วาด  ต่อจากนั้นก็ช่วยกันวาดรูปอวัยวะอื่นๆและตกแต่งสีสันให้สวยงาม  ลงบนกระดาษนั้นตามจินตนาการ<br />
4. เมื่อแต่งเติมรูปเสร็จเรียบร้อย  ชวนลูกพูดคุยเกี่ยวกับรูปนั้น  เช่น ถามว่าวาดอวัยวะอะไร  คนเรามีตากี่ข้าง   ตามีไว้ทำอะไร  จมูกไว้ทำอะไร  คนนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  ฯลฯ<br />
5. เมื่อวาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว  หาที่ติดผลงานของลูกด้วยนะคะ</p>
<p>ประโยชน์ที่ได้รับ<br />
1. ความสนุกสนานเพลิดเพลิน<br />
2. เรียนรู้เรื่องอวัยวะต่างๆ  การทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ<br />
3. ความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง<br />
4. ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก<br />
ที่มา http://www.gotoknow.org/blog/plern/265473<br />
โดยคุณอรพินท์ เลิศอวัสดาตระกูล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เนตไร้สายเร็วสูง ต้องเลือกดีๆ</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 May 2011 03:51:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[อินเตอร์เนตออนไลน์]]></category>

		<category><![CDATA[hutch cdma]]></category>

		<category><![CDATA[เน็ตไร้สายเร็วสูง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=676</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับท่านที่ใช้ notebook คอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ตเร็วสูง แบบไร้สาย เพื่อความสะดวกใช้งานทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ รอ 3G ก็ไม่มาครบพื้นที่ใช้งาน ส่วนใหญ่ค่ายมือถือต่างๆ ปล่อยให้ใช้งานเฉพาะกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
ทางเลือกที่ดี คือ ระบบ 3g แบบ CDMA ความเร็วประมาณ 1M กว่า ก็พอลุ้น เร็วกว่ามือถือ แต่ต้องระวังเรื่องการใช้งานด้วย เพราะ หากท่านใช้งานของ hutch จะใช้ได้เฉพาะภาคกลางและรวมภาคตะวันออกด้วย ความเร็วก็ต่ำประมาณ 2.4M ปกตจะไม่เกิน 1.4M  แต่ใช้ของ cat cdma จะใช้งานได้ครอบคลุมมากกว่า รวมภาคใต้ และภาคเหนือ ความเร็วสูงกว่า 3.1M  แต่ก็ไม่เกิน 1.5M เช่นกัน ผมสอบด้วยตัวเองครับ ส่วนค่าใช้จ่าย ซื้อเครื่องเอง ดีกว่า เลือกได้หลายยี่ห้อ ราคาถูกว่า ซื้อจากค่ายมือถือโดยตรง และไม่ตผูกมัดด้วยสัญญาใช้งาน 12 เดือนด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับท่านที่ใช้ notebook คอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ตเร็วสูง แบบไร้สาย เพื่อความสะดวกใช้งานทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ รอ 3G ก็ไม่มาครบพื้นที่ใช้งาน ส่วนใหญ่ค่ายมือถือต่างๆ ปล่อยให้ใช้งานเฉพาะกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น<br />
ทางเลือกที่ดี คือ ระบบ 3g แบบ CDMA ความเร็วประมาณ 1M กว่า ก็พอลุ้น เร็วกว่ามือถือ แต่ต้องระวังเรื่องการใช้งานด้วย เพราะ หากท่านใช้งานของ hutch จะใช้ได้เฉพาะภาคกลางและรวมภาคตะวันออกด้วย ความเร็วก็ต่ำประมาณ 2.4M ปกตจะไม่เกิน 1.4M  แต่ใช้ของ cat cdma จะใช้งานได้ครอบคลุมมากกว่า รวมภาคใต้ และภาคเหนือ ความเร็วสูงกว่า 3.1M  แต่ก็ไม่เกิน 1.5M เช่นกัน ผมสอบด้วยตัวเองครับ ส่วนค่าใช้จ่าย ซื้อเครื่องเอง ดีกว่า เลือกได้หลายยี่ห้อ ราคาถูกว่า ซื้อจากค่ายมือถือโดยตรง และไม่ตผูกมัดด้วยสัญญาใช้งาน 12 เดือนด้วย แต่ราคาซิมจะแพงกว่าเล็กน้อยครับ<br />
ความเห็นส่วนตัว หากใช้งานปกติไม่โหลดเพลงอะไร ท่องเน็ตอย่างเดียว ต่อเน็ตด้วยมือถือ ดีกว่า ใช้ได้ทุกที่จริงๆ ค่าบริการพอๆๆ กัน ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์อื่นๆเพิ่ม ใช้สาย usb อย่างเดียวพอ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยางแท่นเครื่อง-แท่นเกียร์</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Jan 2011 07:27:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eanic</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ดูแลรถ]]></category>

		<category><![CDATA[ยางแท่นเครื่อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=674</guid>
		<description><![CDATA[ยางแท่นเครื่อง - แท่นเกียร์
รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าซึ่งมีอยู่เต็มถนน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์วางขวาง มียางแท่นเครื่อง และยางแท่นเกียร์
เป็นตัวยึดเข้ากับตัวถังหรือซับเฟรม ปัญหาที่หนีไม่พ้น คือ การหมดสภาพ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยกันว่า เมื่อไรหมดสภาพ
ดูกันตามปีหรือระยะทางจะมีอาการให้เราทราบได้อย่างไร เปลี่ยนอย่างไรให้คุ้มค่าเงิน หรือต้องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น?
ทำไมเครื่องยนต์ต้องมีการสั่นสะเทือนตลอดการทำงาน ทั้งตอนเดินเบา ออกตัว เร่ง และเบรก หลายผู้ผลิตพยายามลดอาการนี้
เช่น การออกแบบชิ้นส่วนให้มีน้ำหนักเบา ที่พบกันบ่อย ๆ คือ ใช้เพลาถ่วงให้สมดุล โดยใช้เพลา 2 แท่งที่ไม่ได้สมดุลในตัวเอง
ติด ตั้งประกบข้อเหวี่ยงอยู่ภายในเสื้อสูบ ( Balance Shaft ) ซึ่งมันจะหมุนเข้าหากันเพื่อหักล้างแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับเครื่อง ยนต์
แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นแรงสั่นที่เกิดขึ้นตลอดการทำงาน
รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าแบบเครื่องยนต์วางขวาง นอกจากจะมีอาการสั่นสะเทือนจากภายในเครื่องยนต์แล้ว ยังมีอาการสั่น
จากภายนอกอีกด้วย เพราะในการออกตัวหรือการเบรก เครื่องยนต์จะโย้ไป-มา  หน้า-หลัง ตามแรงบิดของเครื่องยนต์และน้ำหนัก
ที่ถ่ายเทจากเครื่องยนต์ และเกียร์มีน้ำหนักรวมกันเป็นร้อย ๆ กิโลกรัม ความสั่นสะเทือนไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นที่ต้องการ
ผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องพยายามลดให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อนั่งอยู่ในห้องโดยสารแล้วจะได้ไม่รำคาญ และแนวทางที่ปฏิบัติกันมานาน
คือ ใช้วัสดุที่มีความนิ่ม ติดตั้งคั่นระหว่างเครื่องยนต์+เกียร์ กับตัวถังรถยนต์ ส่วนใหญ่ที่ ใช้กันอยู่ เป็นยางสังเคราะห์
ซึ่งต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม คือ นิ่มพอจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยางแท่นเครื่อง - แท่นเกียร์<br />
รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าซึ่งมีอยู่เต็มถนน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์วางขวาง มียางแท่นเครื่อง และยางแท่นเกียร์<br />
เป็นตัวยึดเข้ากับตัวถังหรือซับเฟรม ปัญหาที่หนีไม่พ้น คือ การหมดสภาพ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยกันว่า เมื่อไรหมดสภาพ<br />
ดูกันตามปีหรือระยะทางจะมีอาการให้เราทราบได้อย่างไร เปลี่ยนอย่างไรให้คุ้มค่าเงิน หรือต้องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น?</p>
<p>ทำไมเครื่องยนต์ต้องมีการสั่นสะเทือนตลอดการทำงาน ทั้งตอนเดินเบา ออกตัว เร่ง และเบรก หลายผู้ผลิตพยายามลดอาการนี้<br />
เช่น การออกแบบชิ้นส่วนให้มีน้ำหนักเบา ที่พบกันบ่อย ๆ คือ ใช้เพลาถ่วงให้สมดุล โดยใช้เพลา 2 แท่งที่ไม่ได้สมดุลในตัวเอง<br />
ติด ตั้งประกบข้อเหวี่ยงอยู่ภายในเสื้อสูบ ( Balance Shaft ) ซึ่งมันจะหมุนเข้าหากันเพื่อหักล้างแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับเครื่อง ยนต์<br />
แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นแรงสั่นที่เกิดขึ้นตลอดการทำงาน<br />
รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าแบบเครื่องยนต์วางขวาง นอกจากจะมีอาการสั่นสะเทือนจากภายในเครื่องยนต์แล้ว ยังมีอาการสั่น<br />
จากภายนอกอีกด้วย เพราะในการออกตัวหรือการเบรก เครื่องยนต์จะโย้ไป-มา  หน้า-หลัง ตามแรงบิดของเครื่องยนต์และน้ำหนัก<br />
ที่ถ่ายเทจากเครื่องยนต์ และเกียร์มีน้ำหนักรวมกันเป็นร้อย ๆ กิโลกรัม ความสั่นสะเทือนไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นที่ต้องการ<br />
ผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องพยายามลดให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อนั่งอยู่ในห้องโดยสารแล้วจะได้ไม่รำคาญ และแนวทางที่ปฏิบัติกันมานาน<br />
คือ ใช้วัสดุที่มีความนิ่ม ติดตั้งคั่นระหว่างเครื่องยนต์+เกียร์ กับตัวถังรถยนต์ ส่วนใหญ่ที่ ใช้กันอยู่ เป็นยางสังเคราะห์<br />
ซึ่งต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม คือ นิ่มพอจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือน แต่ไม่นิ่มเกินไป จนทำให้เครื่องยนต์และเกียร์โย้มากจนเกินไป<br />
สรุปง่าย ๆ คือ ไม่แข็งจนกระด้าง และไม่นิ่มจนโย้ง่ายนั่นเอง</p>
<p>โดยทั่วไป เครื่องยนต์และเกียร์จะมี 4 จุดยึดเข้ากับตัวถังหรือซับเฟรม และใช้ยางสังเคราะห์สีดำเป็นไส้ในติดตั้งคั่นอยู่<br />
ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่น มีบางรุ่นเท่านั้นที่บางจุดเป็นกระเปาะไฮดรอลิก ใช้ความหนืดของน้ำมันช่วยลดความสั่นสะเทือน<br />
ซึ่งดีกว่า และแพงกว่าแบบยางล้วน ๆ แท่นยางเหล่านี้เรียกว่า ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ตามตำแหน่งที่ยึดติดอยู่<br />
ว่ายึดติดอยู่กับเกียร์หรือเครื่องยนต์ แต่บางครั้งก็เรียกว่ายางแท่นเครื่องรวมไปเลยทั้งยางแท่นเครื่องและยางแท่น เกียร์</p>
<p>ยางแท่นเครื่อง 4 จุด ติดตั้งไว้ 4 มุมตรงกันข้ามกัน ( อาจเยื้องกันบ้าง ) แบ่งการทำหน้าที่ชัดเจน คือ<br />
1. ติดตั้งด้านหน้ารถยนต์บริเวณใกล้หม้อน้ำ ป้องกันการกระดกหน้า<br />
2. ตัวติดตั้งบริเวณใกล้ผนังห้องเครื่องยนต์ ป้องกันการกระดกหน้า<br />
3. ติดตั้งใกล้ซุ้มล้อแถว ๆ หัวเครื่องยนต์ อีก 2 ตัว (ขนาดใหญ่หน่อย) และหิ้วปลายเกียร์ ทำหน้าที่ป้องกันการเซซ้าย-ขวา<br />
พร้อมทั้งช่วยเสริมการป้องกันการกระดกหน้า-หลังบ้าง</p>
<p>วัสดุ<br />
ในปัจจุบัน มีแท่นเครื่องที่เป็นยางล้วน กระเปาะน้ำมันไฮดรอกลิก และไฮเทคสุดกับกระเปาะน้ำมันฯ คุมด้วยไฟฟ้า ซึ่งมีราคาแพงมาก<br />
แบบยาง ยางแท่นเครื่องส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่กว่า 90% ผลิตจากยางสังเคราะห์สีดำ ไม่เป็นแท่งตัน มีเว้ามีแหว่งหรือเว้นช่องในบางส่วน<br />
เพื่อ ไม่ให้แข็งเกินไป เป็นทรงกระบอกเตี้ย การติดตั้งมักเป็นแบบตะแคง เหมือนตั้งสันเหรียญไว้กับพื้น คุณสมบัติที่ต้องมี คือ เป็นตัวกลาง<br />
ช่วย ซึมซับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ให้เหลือสู่ตัวถังน้อย ที่สุด ดังนั้น ยางแท่นเครื่องจึงต้องมีความแข็งพอประมาณ แข็งเกินไปก็สั่น<br />
นิ่มเกินไปก็โย้และขาดง่าย แต่สุดท้าย เมื่อผ่านการใช้งานไป ก็จะค่อย ๆ ยุบ ยืด ย้วย ร้าว ปริ และขาดในที่สุด</p>
<p>เมื่อไรเสีย<br />
ไม่มีการ กำหนดเป็นระยะทาง เสียเมื่อทรุดตัวมาก ปริ ร้าว หรือขาด ต้องแล้วแต่ลักษณะการขับว่ากระชากกระชั้น ออกตัว และเบรกบ่อย<br />
และแรงหรือไม่ ทั้งนี้ หากเครื่องยนต์มีแรงม้าและแรงบิดที่มาก ยางแท่นเครื่องก็จะรับภาระหนักมากและขาดเร็วกว่าปกติ ดังนั้นในรถยนต์<br />
ที่ มีการModify ให้มีแรงม้าและแรงบิดมากๆ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงยางแท่นเครื่องให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อรอง รับแรงบิดที่มากขึ้นได้<br />
รถยนต์รุ่นเดียวกัน ยางแท่นเครื่องอาจหมดอายุที่ระยะทางต่างกันก็เป็นได้ โดยทั่วไปยางแท่นเครื่องคุณภาพดี ๆ จะใช้งานได้เกิน 50,000 กม.</p>
<p>ดูอย่างไรเมื่อเสีย<br />
สายตาดู หรือพรอ้มกับโยกเครื่องยนต์ไปด้วย การดูรอยร้าวรอยปริของยางแท่นเครื่อง บางตำแหน่งอาจสอดส่องมองสภาพได้สะดวก<br />
บางตำแหน่งต้องยกรถยนต์ขึ้น มองเข้าไปยาก บางตำแหน่งต้องให้ช่างมุดลอดเข้าไปดู บางตำแหน่งต้องถอดออกมาดูถึงจะแน่ใจ<br />
นอก จากการดูที่ตัวยางแท่น เครื่องโดยตรง แล้วยังสามารถใช้วิธีจับอาการจากอาการกระตุหรือกระชากของเครื่องยนต์เมื่อ ออกตัว เปลี่ยนเกียร์<br />
หรือเบรก ถ้ายืดมากหรือขาด ก็จะมีอาการกระชากให้รู้สึกเข้ามาถึงห้องโดยสารได้มาก และอัตราเร่งจะลดลงเนื่องจากเครื่องยนต์สูญเสียแรงบิด<br />
ถ้าไม่เปลี่ยน ไม่อันตรายในการขับ แต่จะส่งผลให้ยางแท่นเครื่องตัวอื่นเสียตามไปด้วย เพราะมีการขยับตัวได้มากเกินไปนั่นเอง</p>
<p>เปลี่ยนที่ไหน<br />
การ เปลี่ยนยางแท่นเครื่อง ไม่นับเป็นงานซับซ้อน และไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าแต่ศูนย์บริการเท่านั้น<br />
สามารถเปลี่ยนตามอู่ทั่วไปได้ ค่าแรงจุดละ 200-400 บาท แล้วแต่ความยากง่าย บางจุด 15 นาที เสร็จ บางจุดเป็นชั่วโมง เพราะต้องถอด<br />
อุปกรณ์อื่นด้วย ไม่ต้องกังวลว่าจะติดตั้งแล้วเอียง เพราะมีรูน็อตตายตัว ใส่เยื้องไม่ได้</p>
<p> มีตัวเลือกหรือไม่<br />
หลายคนยึดติดว่าอะไหล่ต้องเป็นของแท้เท่านั้น ต้องซื้อจากศูนย์บริการเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง บริษัทรถยนต์แทบจะไม่เคยผลิต<br />
อะไหล่อะไรเลย มีแต่สั่งมาในราคาถูก ๆ แล้วมาขายแพงๆทั้งนั้น โดยยางแท่นเครื่อง มี 3 ตัวเลือก คือ ใหม่แท้ ใหม่เทียบ และเก่าเชียงกง<br />
ซึ่งต่างกันทั้งในเรื่องของราคา คุณภาพ อายุการใช้งาน และความสะดวกในการซื้อหา ของใหม่แท้จะมีราคาแพงมากกว่า 1000 บาทต่อตัว<br />
ของใหม่เทียบ  หรือมักเรียกกันว่าของเทียม ซื้อได้ตามร้านอะไหล่ทั่วไป ราคาประมาณ 200-800 บาท แล้วแต่รุ่นรถ แต่คุณภาพก็จะด้อยกว่า<br />
ของแท้อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังมีของแต่งพิเศษ ใช้สำหรับรถที่มีการModify ให้มีแรงม้าและแรงบิดที่สูง หรือรถใช้งานหนักมาก<br />
ยางแท่นเครื่องพวกนี้จะผลิตจากPolyuretane ซึ่งจะมีความเหนียว ทนทานเป็นพิเศษ แต่ราคาก็แพงมากเช่นกัน</p>
<p>ที่มา http://www.aeracingclub.net/forums/index.php</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เลือกเปลี่ยนโช็คอย่างไรดี</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Dec 2010 14:09:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ดูแลรถ]]></category>

		<category><![CDATA[โช็คอัพรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=672</guid>
		<description><![CDATA[เลือกเปลี่ยนอย่างไร
เมื่อ โช้กอัพหมดอายุ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า พึงพอใจกับประสิทธิภาพของโช้กอัพ ชุดเดิมไหม นิ่มหรือแข็งไปไหม ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักเลือกใช้โช้กอัพที่ไม่แข็งมากเป็นมาตรฐาน เพราะต้องการให้การใช้งานส่วนใหญ่ในช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง มีความนุ่มนวลสร้างความประทับใจได้ดี ส่วนใหญ่ในช่วงความเร็วสูง ที่ถูกใช้ไม่บ่อย และมีผู้ใช้เท้าหนักไม่มากนัก ถือเป็นเรื่องรองลงไป มักไม่ค่อยมีกรณีที่ผู้ใช้ ไม่พึงพอใจ โช้กอัพชุดเดิมว่าแข็งเกินไป เพราะผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักเลือกใช้โช้กอัพโดยเน้น ความนุ่มนวลเป็นหลัก มักจะต้องการโช้กอัพที่แข็งขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง
อยากเปลี่ยน โช้กอัพเทียบเท่ามาตรฐานเดิม
มีหลายทางเลือก
1. โช้กอัพใหม่ตามมาตรฐานจากศูนย์บริการแท้ ๆ มีจุดเด่น คือ ได้โช้กอัพแท้ ๆ ตามมาตรฐานเดิม แบบไม่ต้องลุ้น แต่แพงหน่อยและไม่สามารถเลือกโช้กอัพที่มีความแข็ง ต่างจากเดิม
2. โช้กอัพใหม่ หาซื้อตามร้านอะไหล่ โดยเทียบใช้ในประสิทธิภาพใกล้เคียงหรือเท่าเดิม ในยี่ห้อที่แตกต่างและราคาถูกกว่า ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักไม่ผลิตโช้กอัพเอง เพราะยุ่งยากสิ้นเปลืองในการลงทุน โดยจะสั่งจากผู้ผลิตรายย่อย (ซัปพลายเออร์) ให้ผลิตตามกำหนดหรือมาตราฐาน แล้วนำมาใช้ในการประกอบรถยนต์หรือจำหน่าย ในศูนย์บริการ โดยผู้ผลิตรายย่อยหลายรายก็มักจะผลิตโช้กอัพในมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียง กัน กับที่ส่งให้ผู้ผลิตรถยนต์ออกจำหน่ายเองด้วยจึงเป็นโอกาสที่ผู้ใช้จะเลือก ซื้อนอกศูนย์ บริการได้เริ่มจากการหายี่ห้อของโช้กอัพ ซึ่งมักจะถูกปั๊มไว้บนตัวโช้กอัพเดิม อาจใช้วิธีบอกรุ่นของรถยนต์ หรือยกโช้กอัพเดิมไปเทียบ จะมีราคาถูกกว่าในคุณภาพ ใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมีให้เลือกตรงรุ่นเดิมเป๊ะเสมอไป และขาดความสะดวกกว่า การเข้าศูนย์บริการ
นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตรายย่อย ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เลือกเปลี่ยนอย่างไร<br />
เมื่อ โช้กอัพหมดอายุ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า พึงพอใจกับประสิทธิภาพของโช้กอัพ ชุดเดิมไหม นิ่มหรือแข็งไปไหม ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักเลือกใช้โช้กอัพที่ไม่แข็งมากเป็นมาตรฐาน เพราะต้องการให้การใช้งานส่วนใหญ่ในช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง มีความนุ่มนวลสร้างความประทับใจได้ดี ส่วนใหญ่ในช่วงความเร็วสูง ที่ถูกใช้ไม่บ่อย และมีผู้ใช้เท้าหนักไม่มากนัก ถือเป็นเรื่องรองลงไป มักไม่ค่อยมีกรณีที่ผู้ใช้ ไม่พึงพอใจ โช้กอัพชุดเดิมว่าแข็งเกินไป เพราะผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักเลือกใช้โช้กอัพโดยเน้น ความนุ่มนวลเป็นหลัก มักจะต้องการโช้กอัพที่แข็งขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง</p>
<p>อยากเปลี่ยน โช้กอัพเทียบเท่ามาตรฐานเดิม<br />
มีหลายทางเลือก<br />
1. โช้กอัพใหม่ตามมาตรฐานจากศูนย์บริการแท้ ๆ มีจุดเด่น คือ ได้โช้กอัพแท้ ๆ ตามมาตรฐานเดิม แบบไม่ต้องลุ้น แต่แพงหน่อยและไม่สามารถเลือกโช้กอัพที่มีความแข็ง ต่างจากเดิม<br />
2. โช้กอัพใหม่ หาซื้อตามร้านอะไหล่ โดยเทียบใช้ในประสิทธิภาพใกล้เคียงหรือเท่าเดิม ในยี่ห้อที่แตกต่างและราคาถูกกว่า ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักไม่ผลิตโช้กอัพเอง เพราะยุ่งยากสิ้นเปลืองในการลงทุน โดยจะสั่งจากผู้ผลิตรายย่อย (ซัปพลายเออร์) ให้ผลิตตามกำหนดหรือมาตราฐาน แล้วนำมาใช้ในการประกอบรถยนต์หรือจำหน่าย ในศูนย์บริการ โดยผู้ผลิตรายย่อยหลายรายก็มักจะผลิตโช้กอัพในมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียง กัน กับที่ส่งให้ผู้ผลิตรถยนต์ออกจำหน่ายเองด้วยจึงเป็นโอกาสที่ผู้ใช้จะเลือก ซื้อนอกศูนย์ บริการได้เริ่มจากการหายี่ห้อของโช้กอัพ ซึ่งมักจะถูกปั๊มไว้บนตัวโช้กอัพเดิม อาจใช้วิธีบอกรุ่นของรถยนต์ หรือยกโช้กอัพเดิมไปเทียบ จะมีราคาถูกกว่าในคุณภาพ ใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมีให้เลือกตรงรุ่นเดิมเป๊ะเสมอไป และขาดความสะดวกกว่า การเข้าศูนย์บริการ<br />
นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตรายย่อย ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ได้ผลิตส่งโรงงาน ประกอบรถยนต์ แต่ผลิตโช้กอัพในคุณภาพหลากหลายออกมาให้เลือกใช้กัน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความแข็ง-อ่อนของโช้กอัพต่างจากมาตรฐานเดิม<br />
3. โช้กอัพเก่า สภาพดีจากเชียงกงทางเลือกนี้มีโอกาสมากเฉพาะรถยนต์ญี่ปุ่น เพราะใน ไทยมีเชียงกงตลาดอะไหล่ของรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นหลัก ราคาไม่แพง แม้อายุการใช้งาน มิได้เหลือเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่เกิน 50-70 เปอร์เซ็นต์ เพราะสภาพถนน ในญี่ปุ่นราบเรียบกว่าไทยมาก การเลือกเน้นได้แค่ดูแกนโช้กอัพต้องเงา ไม่เป็นรอยขูดขีด น้ำมันต้องไม่เยิ้มออกมา ( ระวังโช้กอัพที่ถูกล้างมาก่อน) และยางเบ้าโช้กอัพด้านบน ต้องไม่ขาดหรือไม่โทรมมาก<br />
อีกจุดที่โช้กอัพ เชียงกงสร้างความคุ้มค่าได้มาก สำหรับช่วงล่างแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท ที่นิยมใช้กัน (โช้กอัพถูกร้อยด้วยสปริงรวมเป็นชุดเดียวกัน) คือ มีสปริงและยางเบ้าโช้กอัพ ด้านบนมาพร้อมกับโช้กอัพสปริงเมดอินเจแปนมักมีประสิทธิภาพสูงกว่า และยางเบ้า โช้กอัพของใหม่ ก็มีราคาหลายร้อยจนถึงพันกว่าบาท ถ้าซื้อโช้กอัพใหม่เอี่ยม ก็ต้องใช้สปริงเดิมและถ้ายางเบ้าโช้กอัพด้านบนเสียก็ต้องเสียเงินกันอีก</p>
<p>อยาก เปลี่ยนโช้กอัพแข็งขึ้น<br />
ไม่ ค่อยมีการเปลี่ยนโช้กอัพให้อ่อนลงจากมาตรฐาน เดิม เพราะผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ มักเลือกใช้ ช้กอัพที่ไม่แข็งนัก เพื่อสร้างความนุ่มนวลให้เกิดความประทับใจหากแน่ใจแล้วว่าต้องการเปลี่ยน โช้กอัพแข็งขึ้นก็ต้องมองข้ามโช้กอัพแบบมาตรฐานเดิมจากศูนย์บริการไป แล้วอย่าลืมว่า ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างเป็นธรรมดา จะให้นุ่มนวลมาก ๆ แล้วทรงตัวในช่วงความเร็วสูงดี ๆ คงหาได้ยาก<br />
ในการเลือกต้องรอบคอบว่า อยากได้โช้กอัพที่แข็งมากขึ้นเท่าไร อยากให้ทรงตัวดีในช่วง ความเร็วสูงมาก ๆ โช้กอัพก็ต้องยอมรับความกระด้างไว้ด้วย หากเลือกโช้กอัพแล้ว แข็งหรืออ่อนไปจากความต้องการจริง คงไม่คุ้มค่า จึงต้องสอบถาม พร้อมหาข้อมูล และเลือกอย่างรอบคอบว่าโช้กอัพที่จะเลือกนั้นแข็งขึ้นแค่ไหนตรงความต้องการ ไหม ความเสี่ยงที่เลือกซื้อโช้กอัพมาแล้ว มีความแข็งอ่อนไม่ตรงตามต้องการมีไม่น้อย การลดความเสี่ยงทำได้โดยเลือกโช้กอัพที่สามารถปรับระดับความแข็งอ่อนได้ ส่วนจะปรับได้ด้วยวิธีไหนและแค่ไหน ก็ยังดีกว่าปรับไม่ได้เลย<br />
ทางเลือก โช้กอัพแข็งขึ้น<br />
ใหม่ และเก่ารถยนต์ญี่ปุ่น มี 2 ทางเลือก แต่รถยนต์ยุโรปมักต้องเลือกโช้กอัพใหม่ เพราะในไทย มีเชียงกง-ตลาดอะไหล่เก่าของรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยผู้ใช้รถยนต์ญี่ปุ่น สามารถเลือกโช้กอัพเก่าสภาพดี ๆ แบบแข็งขึ้นได้ จากรถยนต์ตัวถัง ที่มีรุ่นสมรรถนะ สูงกว่าจำหน่ายในญี่ปุ่น เช่น มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ในไทยมีแค่รุ่น 1.8 สูงสุด แต่ในญี่ปุ่น มีถึงรุ่น 1.8 เทอร์โบ และ 2.0 เทอร์โบ เมื่อเครื่องยนต์มีพลังแรงกว่า ก็ย่อมต้องใช้โช้กอัพและสปริง ที่แข็งขึ้นหรือแลนเซอร์รุ่น 2-3 ประตูสปอร์ตก็ย่อมต้องใช้โช้กอัพและสปริงที่แข็งขึ้น กว่ารุ่นซีดานพื้น ๆ เป็นธรรมดา<br />
หากเข้าเชียงกง ควรยกโช้กอัพพร้อมสปริงชุดเดิมไปเทียบขนาด โดยต้องแน่ใจว่า โช้กอัพชุดที่จะซื้อแข็งกว่า ด้วยการระบุรุ่นจากการเขียนของคนที่ถอดมา หรือดูจาก ขนาดของข้อสปริงที่ใหญ่กว่าพร้อมตัวโช้กอัพหรือแกนที่อ้วนกว่าโดยทั่วไปแล้ว โช้กอัพเหล่านั้นจะไม่แข็งขึ้นมาก เพราะก็ยังเป็นของรถยนต์ในสายการผลิตที่เน้น ความนุ่มนวลอยู่ แต่ถ้าเลือกพลาดก็ไม่น่าจะอ่อนกว่าเดิม การเลือกโช้กอัพที่แข็งขึ้นจาก เชียงกง มีข้อจำกัดคือ ไม่ได้มีให้เลือกสำหรับรถยนต์ทุกรุ่นและมักจะแข็งขึ้นกว่าเดิมไม่มาก ถ้าต้องการโช้กอัพที่แข็งขึ้นมาก ๆ ควรหันไปซื้อของใหม่</p>
<p>เลือก ยี่ห้อไหนดี<br />
อย่า รีบสรุปด้วยยี่ห้อ เพราะโช้กอัพก็เหมือนผลิตภัณฑ์อื่น เช่น รถยนต์ ที่ยี่ห้อหนึ่งมีหลาย รุ่น ต่างกันไป ทั้งระดับราคาและประสิทธิภาพไม่สามารถสรุปได้ว่ารถยนต์โตโยต้า ด้อยกว่าเบนซ์ เสมอเพราะสปอร์ตพันธุ์แรงซูปรา ย่อมเหนือกว่าสปอร์ตรุ่นกระเตาะเอสแอลเค ทั้งในด้าน สมรรถนะและราคา เช่นเดียวกัน ในโช้กอัพแต่ละยี่ห้อ ก็มีรุ่นให้เลือกหลากหลาย จึงจำเป็นต้อง เลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและงบประมาณ จะสรุปว่าโช้กอัพยี่ห้อโคนีจะเหนือกว่า คายาบาเสมอไปไม่ได้ ต้องดูที่รายละเอียด รุ่นและราคาอย่างรอบคอบด้วย</p>
<p>ราคา<br />
โช้กอัพ เป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ราคาแพงแล้วมักจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยการที่ ประสิทธิภาพสูงกว่า มักจะเกี่ยวข้องกับความแข็งของโช้กอัพที่มากขึ้น ถ้าไม่อยากได้โช้กอัพแข็งขึ้น ก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องว่ าต้องซื้อราคาแพงมาก ๆ ในเรื่องความทนทานกับราคา มีความเกี่ยวข้องกันไม่มากนัก โช้กอัพราคาแพง ไม่จำเป็นต้องทนทานกว่าเสมอไป โดยต้องเน้นว่าราคาของโช้กอัพที่จะซื้อต้องเป็น ราคามาตรฐาน ไม่ใช่เป็นการปั่นราคา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อายุการใช้งานโช็ค</title>
		<link>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Dec 2010 14:09:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ดูแลรถ]]></category>

		<category><![CDATA[โช็คอัพรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.eanic.com/momeblog/?p=670</guid>
		<description><![CDATA[อายุการใช้งาน
แม้มีมาตรฐานของอายุการใช้งานโดยประมาณแต่ในการใช้งาน จริงจะยืดหยุ่นมากน้อยตามคุณภาพของโช้กอัพ ลักษณะการขับและสภาพถนน เช่น ถ้าถนนแย่ ขรุขระมาก ก็หมดสภาพเร็วหน่อย
โดยเฉลี่ยอายุการใช้งานของ โช้กอัพอยู่ที่ 50,000-100,000 กิโลเมตร ประสิทธิภาพของโช้กอัพจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุการใช้งานที่ผ่านไป ส่วนจะลดลงเร็วหรือน้อยก็แตกต่างกันออกไป แต่ลดลงเรื่อย ๆ แน่นอน และผู้ขับก็ไม่ค่อยทราบเพราะความเคยชิน การเสื่อมสภาพของโช้กอัพ ไม่จำเป็นต้องแตกหรือรั่วเท่านั้นยังต้องตรวจสอบด้วยวิธีอื่นด้วย เช่น จอดรถยนต์นิ่ง ใช้น้ำหนักร่างกายกดขย่มลงบนเหนือตัวถังใกล้กับล้อของโช้กอัพตัวที่ต้องการ ตรวจสอบ (ระวังตัวถังบุบไว้ด้วย) เมื่อขย่มลงไปสัก 5 ครั้ง แล้วปล่อย ถ้าโช้กอัพยังดี ตัวรถยนต์ต้องขยับขึ้นลงอีก 1-3 ครั้ง แสดงว่าโช้กอัพยังควบคุมความยืดหยุ่นไว้ได้ แต่ถ้าตัวรถยนต์ยังขยับขึ้นลงมากกว่า 3 ครั้ง แสดงว่าโช้กอัพหมดความหนืด ไม่สามารถควบคุมความยืดหยุ่นไว้ได้ หากกดแทบไม่ลง หรือเมื่อปล่อยตัวออกมาแล้วตัวรถยนต์หยุดนิ่งในเกือบจะทันที หรือทันที แสดงว่าโช้กอัพตาย ไม่สามารถยืดยุบตัวได้ตามปกติ การทดสอบขณะรถยนต์จอดนิ่ง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบเท่านั้น ต้องประกอบกับการขับเคลื่อนจริงด้วย โดยให้พยายามจับอาการในการขับด้วยว่า มีอาการกระด้างมากขึ้น หรือยวบยวบมากขึ้นไหม แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะอาจมีการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนอื่น เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การเสื่อมสภาพของโช้กอัพมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงเกิดความคุ้นเคย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อายุการใช้งาน<br />
แม้มีมาตรฐานของอายุการใช้งานโดยประมาณแต่ในการใช้งาน จริงจะยืดหยุ่นมากน้อยตามคุณภาพของโช้กอัพ ลักษณะการขับและสภาพถนน เช่น ถ้าถนนแย่ ขรุขระมาก ก็หมดสภาพเร็วหน่อย<br />
โดยเฉลี่ยอายุการใช้งานของ โช้กอัพอยู่ที่ 50,000-100,000 กิโลเมตร ประสิทธิภาพของโช้กอัพจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุการใช้งานที่ผ่านไป ส่วนจะลดลงเร็วหรือน้อยก็แตกต่างกันออกไป แต่ลดลงเรื่อย ๆ แน่นอน และผู้ขับก็ไม่ค่อยทราบเพราะความเคยชิน การเสื่อมสภาพของโช้กอัพ ไม่จำเป็นต้องแตกหรือรั่วเท่านั้นยังต้องตรวจสอบด้วยวิธีอื่นด้วย เช่น จอดรถยนต์นิ่ง ใช้น้ำหนักร่างกายกดขย่มลงบนเหนือตัวถังใกล้กับล้อของโช้กอัพตัวที่ต้องการ ตรวจสอบ (ระวังตัวถังบุบไว้ด้วย) เมื่อขย่มลงไปสัก 5 ครั้ง แล้วปล่อย ถ้าโช้กอัพยังดี ตัวรถยนต์ต้องขยับขึ้นลงอีก 1-3 ครั้ง แสดงว่าโช้กอัพยังควบคุมความยืดหยุ่นไว้ได้ แต่ถ้าตัวรถยนต์ยังขยับขึ้นลงมากกว่า 3 ครั้ง แสดงว่าโช้กอัพหมดความหนืด ไม่สามารถควบคุมความยืดหยุ่นไว้ได้ หากกดแทบไม่ลง หรือเมื่อปล่อยตัวออกมาแล้วตัวรถยนต์หยุดนิ่งในเกือบจะทันที หรือทันที แสดงว่าโช้กอัพตาย ไม่สามารถยืดยุบตัวได้ตามปกติ การทดสอบขณะรถยนต์จอดนิ่ง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบเท่านั้น ต้องประกอบกับการขับเคลื่อนจริงด้วย โดยให้พยายามจับอาการในการขับด้วยว่า มีอาการกระด้างมากขึ้น หรือยวบยวบมากขึ้นไหม แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะอาจมีการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนอื่น เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การเสื่อมสภาพของโช้กอัพมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงเกิดความคุ้นเคย จนจับอาการผิดปกติได้ยาก ถ้าไม่แน่ใจว่าโช้กอัพหมดอายุหรือยัง เมื่อใช้งานเกิน 80,000-100,000 กิโลเมตร (โดยทั่วไป 50,000 กิโลเมตร ก็เสื่อมสภาพลงมากแล้ว) หรือ 5 ปี ให้ตัดสินใจเปลี่ยนโช้กอัพไปเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.eanic.com/momeblog/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>

