การลงทุนในตราสารที่มีความ “ผันผวน” ของราคาสูง เช่น หุ้น ,หน่วยลงทุนของกองทุนหุ้น(Equity Fund) ,หน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(Long Term Equity Fund : LTF) ,หน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ลงทุนในหุ้น(Retirement Mutual Fund : RMF) รวมถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดัชนีตลาดหุ้น(Index Fund)
แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าซื้อตอนไหนดี จะใช้เงินลงทุนที่เตรียมไว้ทั้งก้อนเข้าไปซื้อ “ครั้งเดียว” หมด ก็กลัวว่าจะเข้าซื้อผิดจังหวะ ซึ่งอาจจะเสี่ยงเกินไป
คุณเองก็สามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการเข้า “ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” ในการเข้าซื้อแต่ละครั้งอาจจะซื้อถูกจังหวะบ้าง ผิดจังหวะบ้าง แต่ในที่สุดต้นทุนในการลงทุนก็จะเฉลี่ยกันไป ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนมี “ต้นทุน” ในการลงทุนโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าการเข้าลงทุนเพียงครั้งเดียว
Fundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวของเทคนิคการลงทุน เพื่อช่วยให้คุณสามารถเฉลี่ยต้นทุนอย่างเหนือชั้นมาฝากกัน
…………………………..
แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องราวของการบริหารต้นทุนอย่างเหนือชั้น “วรวรรณ ธาราภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง บอกว่า ผู้ลงทุนจะต้องมีการวางแผนทางการเงิน มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตซึ่งอาจจะเป็นเป้าหมายเพื่อที่ตัวเองจะได้เกษียณ เร็ว เกษียณรวยแล้วจึงมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในชีวิตนั้น ได้
จากนั้นจึงค่อยมาถึงการนำเทคนิคในการเฉลี่ยต้นทุนเหล่านี้มาใช้ เพื่อตอบโจทย์ในการลงทุนของตัวเอง สมมติคุณอยากมีเงิน 20 ล้านบาท ตอนที่เกษียณอายุ เพื่อคำนวณหาเงินลงทุนต่องวดตลอดระยะเวลาการลงทุน เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ได้วางเอาไว้
การออมที่สม่ำเสมอผ่านระยะเวลาผ่านผลตอบแทน จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในการลงทุนระยะยาวได้ แต่หลายคนบอกว่าจะไปหาผลตอบแทน 10% จากไหน ฝากแบงก์ได้แค่ 3% แน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ดังนั้นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นก็ควรจะมีความเชื่อหรือมั่นใจ ว่าในระยะยาวราคาหุ้นในตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเชื่อเช่นนี้ก็ควรจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนตราสารตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนประเภทอื่นๆ แทน
“แต่โดยเฉลี่ยในระยะยาวต่อปี ถ้าคุณสามารถลงทุนในหุ้นได้ 10 ปีขึ้นไป เฉลี่ยตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10-12% ต่อปี ถ้าคุณมองเห็นสิ่งนี้ ก็น่าจะมีกำลังใจที่จะเก็บออมหรือลงทุนผ่านตลาดหุ้น เพื่อเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ตรงนั้นจึงจะนำมาสู่เรื่องของการบริหารต้นทุนเพื่อให้การลงทุนในหุ้นระยะยาว ของคุณมีต้นทุนที่ต่ำเพื่อผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่านั่นเอง”
@รู้จักลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน
วรวรรณบอกว่า หนึ่งในวิธีการลงทุนในหุ้นเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางก็คือ วิธีของ “Dollar Cost Averaging” เป็นวิธีการลงทุนเพื่อเฉลี่ยต้นทุนโดยนักลงทุนจะต้องมีการลงทุนอย่างสม่ำ เสมอเป็นช่วงๆ ต้องมีวินัยในการลงทุน และต้องตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนมาหนึ่งก้อน เพื่อลงทุนในกองทุนหุ้นแล้ววางแผนจะถือไว้ยาวประมาณ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี โดยจะทยอยซื้อลงทุนเดือนละครั้ง ทุกๆ เดือน ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันในแต่ละครั้ง เช่น เดือนละ 2,000 บาท
ด้วยวิธีการของ Dollar Cost Average นักลงทุนจะต้องซื้ออย่างสม่ำเสมอ ด้วยจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากันทุกๆ เดือน ไม่ว่าภาวะของตลาดหุ้นในตอนนั้นจะเป็นอย่างไร จะทำให้ตอนที่ราคาหุ้นถูก เราจะได้หน่วยลงทุนจำนวนมากขึ้น และในตอนที่ราคาหุ้นสูง เราจะได้จำนวนหน่วยลงทุนน้อยลง เมื่อเฉลี่ยๆ แล้วต้นทุนก็จะอยู่ในระดับกลางๆ แต่จะต่ำกว่าราคาตลาดโดยรวม
“ห้ามซื้อเกินเมื่อเกิดความรู้สึกฮึกเหิม และห้ามกลัวเมื่อเห็นตลาดหุ้นตกต่ำย่ำแย่ การมีวินัยในการลงทุนเช่นนี้จะช่วยตัดความเสี่ยงที่เกิดจากความอ่อนไหวของ อารมณ์นักลงทุนที่แปรปรวนไปตามกระแสในตลาด และหากในระยะยาวตามแผนการลงทุนที่กำหนดไว้ราคาหุ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้น ผู้ลงทุนก็กำไรแน่นอน แต่หากตลาดลงก็อาจจะขาดทุนได้เช่นเดียวกัน ถ้าต้นทุนเฉลี่ยของเราที่ทยอยสะสมมาสูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้น แต่จากสถิติระยะยาว การทยอยซื้ออย่างสม่ำเสมอแบบ Dollar Cost Averaging นี้ นักลงทุนจะได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งเป็นผลดีต่อนักลงทุนในการลงทุนระยะยาวอย่างแน่นอน”
@ตัวอย่างการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging
นาย A ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นด้วยเทคนิค Dollar Cost Averaging ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันทุกๆ งวด งวดละ 10,000 บาท ในงวดแรกที่ลงทุนหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาท นาย A จะซื้อหน่วยลงทุนได้ทั้งหมด 1,000 หน่วย ทำให้นาย A มีหน่วยลงทุนในพอร์ตเท่ากับ 1,000 หน่วย(=10,000/1,000) คิดเป็นมูลค่าพอร์ตลงทุนเท่ากับ 10,000 บาท
ในงวดที่ 2 ราคาหน่วยลงทุนลดลงมาเหลือ 8 บาท นาย A ใช้เงินลงทุนเท่าเดิมคือ 10,000 บาท แต่ราคาหน่วยลงทุนถูกลง ทำให้นาย A ซื้อหน่วยลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,250 หน่วย(=10,000/8) ทำให้หน่วยลงทุนในพอร์ตของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 2,250 หน่วย(=1,000+1,250) คิดเป็นมูลค่าพอร์ตลงทุนเท่ากับ 18,000 บาท(=2,250*8)
งวดที่ 3 ราคาหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 12.50 บาท นาย A ใช้เงินลงทุนเท่าเดิม คือ 10,000 บาท แต่ราคาหน่วยลงทุนแพงขึ้น ทำให้นาย A ซื้อหน่วยลงทุนได้เป็นจำนวนที่น้อยลงคือ 800 หน่วย(=10,000/12.5) ทำให้หน่วยลงทุนในพอร์ตของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 3,050 หน่วย(=2,250+800) คิดเป็นมูลค่าพอร์ตลงทุนเท่ากับ 38,125 บาท(=3,050*12.5)
“ด้วยวิธี Dollar Cost Averaging นาย A ใช้เงินลงทุนรวม 30,000 บาท ได้หน่วยลงทุนมา 3,050 หน่วย คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 9.84 บาท จะเห็นว่าการลงทุนด้วยวิธี Dollar Cost Averaging จะเป็นการสะสมการลงทุนต่อเนื่องเป็นงวดๆ ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง จำนวนหุ้นหรือจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ตจะเพิ่มขึ้นทุกๆ งวด โดยผู้ลงทุนจะรับรู้กำไรจากการลงทุนวิธีนี้จะต้องเลือกจังหวะเวลาในการ ขายออกเพื่อทำกำไรเมื่อเราพอใจในกำไรที่ทำได้”
โดย วรวรรณ บอกว่า วิธีการของ Dollar Cost Averaging เป็นการใช้เงินจำนวนที่เท่ากันเข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีการที่อยากจะแนะนำให้กับบุคคลทั่วไปที่ยังไม่มีความชำนาญใช้ ประโยชน์จากวิธีการนี้ โดยอาศัยความสม่ำเสมอในการลงทุนเป็นหัวใจในการเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงเป็น สำคัญ ซึ่งการลงทุนอย่างสม่ำเสมอยังช่วยสร้าง “วินัยในการลงทุน” ที่ดีให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย
ดังนั้น Dollar Cost Avearaging จึงเหมาะสมกับคนที่เริ่มรู้จักออมใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนชีวิตล่วงหน้าได้ดีพอสมควร แล้วไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวายว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตลาดหุ้นจะตก เราไม่สนใจ เพราะเป็นวิธีการออมและลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ
@เฉลี่ยต้นทุนให้เหนือชั้นกว่า
อย่างไรก็ตาม วรวรรณบอกว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกงวด เพื่อเฉลี่ยต้นทุนตามวิธี Dollar Cost Averaging ก็สามารถที่จะถัวเฉลี่ยต้นทุนได้เช่นเดียวกัน ด้วยวิธีการของ Value Averaging และถ้าได้ทดลองดูแล้วจะเห็นว่าวิธีการของ Value Averaging จะสามารถทำให้ผู้ลงทุนได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าวิธีแรก คือ Dollar Cost Averaging อีกด้วย
โดยหลักการของ Value Averaging นั้น ยังคงอาศัยแนวคิดของการลงทุนที่สม่ำเสมอเช่นเดียวกัน แต่แทนที่จะใช้เงินลงทุนที่เท่ากันทุกงวดก็จะมีการใส่มุมมองของผู้ลงทุนที่ มีต่อภาวะตลาดในขณะนั้นๆ เข้าไปด้วย เหมือนเป็นผู้จัดการกองทุนเล็กๆ ให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอโดยมีการบริหารจัดการเพื่อปรับเพิ่มหรือปรับลด น้ำหนักการลงทุนควบคู่กันไปด้วย
“แนวคิดของการลงทุนแบบ Value Averaging คือ มองว่าถ้าตลาดหุ้นตก ราคาหุ้นมีราคาถูกลง แทนที่เราจะใช้เงินจำนวนเท่าเดิมทุกๆ งวดในการซื้อหุ้น เราก็จะเพิ่มน้ำหนักเงินลงทุนเข้าไปเพื่อให้ได้จำนวนหุ้นหรือจำนวนหน่วยลง ทุนในตอนที่ราคาหุ้นต่ำๆ ให้มากขึ้น และหากราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนเพิ่มสูงขึ้นเราก็ไม่ได้ซื้อหุ้นแพงมา เฉลี่ยต้นทุนมากนัก ในบางกรณีที่ตลาดหุ้นขึ้นแรงมากๆ แสดงว่าความเสี่ยงเริ่มเพิ่มสูงขึ้น เราก็อาจไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน หรือขายหุ้นบางส่วนออกมาเพื่อนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่นหรือตราสารอื่นที่ความ เสี่ยงต่ำกว่าหรือมีราคาถูกกว่าก็ได้”
@ตัวอย่างการลงทุนแบบ Value Averaging
วรวรรณ บอกว่า วิธีการลงทุนแบบ Value Averaging นั้นไม่ยาก เพียงนักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายการลงทุนว่า มูลค่าพอร์ตการลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นมูลค่าเท่าๆ กันทุกงวดการลงทุน เช่น งวดแรกตั้งเป้าหมายพอร์ตลงทุนไว้ 10,000 บาท งวดถัดไปต้องลงทุนให้มูลค่าพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท งวดที่สามต้องเพิ่มเป็น 30,000 บาท มูลค่าพอร์ตลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกงวดดังนี้ แต่ที่เราใช้เงินลงทุนแต่ละงวดไม่เท่ากันก็เพราะว่าราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลง ทุนมีขึ้นมีลงนั่นเอง
สมมตินาย B ใช้เงินลงทุนเริ่มแรก 10,000 บาท ราคาหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาท นาย B ก็จะได้หน่วยลงทุนมาทั้งหมด 1,000 หน่วยลงทุน(=10,000/10) คิดเป็นมูลค่าพอร์ตลงทุน 10,000 บาท ทั้งนี้ด้วยวิธีการของ Value Averaging ได้ตั้งเป้าหมายว่าเราจะลงทุนด้วยจำนวนเงินในแต่ละเดือนที่ทำให้มูลค่าพอร์ ตของเราทวีขึ้นเดือนละ 10,000 บาท
พอถึงกำหนดต้องลงทุนงวดที่ 2 ราคาหน่วยลงทุนลดลงมาเหลือ 8 บาท มูลค่าพอร์ตลงทุนของเราก็ลดลงมาเหลือ 8,000 บาท นาย B จึงต้องลงทุนในงวดที่ 2 อีก 12,000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ตลงทุนของนาย B เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จึงทำให้นาย B ได้หน่วยลงทุนเพิ่มมาที่ต้นทุน 8 บาท อีก 1,500 หน่วยลงทุน(=12,000/8)
พอถึงงวดที่ 3 มูลค่าพอร์ตลงทุนที่ตั้งเป้าไว้ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท แต่ปรากฏว่าราคาหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตลงทุนของนาย B เพิ่มขึ้นเป็น 31,250(=2,500*12.5) ดังนั้นในงวดที่ 3 นี้นอกจากนาย B จะไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว ยังจะต้องขายหน่วยลงทุนออกไป 1,250 บาท เพื่อให้มูลค่าพอร์ตตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เป็น 30,000 บาทนั่นเอง
“ถ้างวดใดมูลค่าพอร์ตเพิ่มมากขึ้นจนเราต้องขายหุ้นหรือหน่วยลงทุนออกไป แสดงว่าตลาดขึ้นมาแรง ความเสี่ยงสูง การไม่ลงทุนในหุ้นเพิ่มและขายบางส่วนออกมานั้น ทำให้ผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปในตลาดอื่นๆ หรือตราสารประเภทอื่นๆ ได้ จากตัวอย่างด้วยวิธี Value Averaging นาย B จะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นเพียง 20,750 บาท ได้หน่วยลงทุนมา 2,400 หน่วย ที่ต้นทุนเฉลี่ย 8.65 บาท ซึ่งถูกกว่าวิธีแรก คือ วิธี Dollar Cost Averaging”
วรวรรณ บอกว่า สำหรับผู้ที่ใช้วิธีการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging มาจนชำนาญหรือทำมาอย่างต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่ง จะสามารถปรับเข้ามาสู่วิธีการแบบ Value Averaging ได้โดยอัตโนมัติ โดยอาศัยรูปแบบและหลักการในความสม่ำเสมอของการลงทุนเหมือนเดิม ซึ่งผู้ลงทุนอาจจะปรับให้มี “ขั้นต่ำ” ของเม็ดเงินลงทุนที่จะใส่เข้าไปทุกงวดๆ เพราะเวลานำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนจริงนั้น เราไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินลงทุนที่เท่ากันทุกๆ งวด อย่างน้อยคุณมีขั้นต่ำ แล้วเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนให้กับตัวเอง
เมื่อปรับมาเป็น Value Averaging เวลาหุ้นต่ำลง เราก็ควรจะเพิ่มเงินไปลงทุนในหุ้นมากขึ้น หรือว่าถ้าหุ้นราคาสูงไปแล้ว เงินที่จะไปลงทุนในหุ้นก็ควรจะปรับลดลงมาหน่อยเพื่อลดความเสี่ยง คล้ายกับ “Re-Balancing” บวกกับ “Dollar Cost Averaging” ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งระดับของการจัด Asset Allocation รวมถึงการจัดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นได้ทั้งคู่ สมมติผู้ลงทุนจัดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไว้ 50-50 แต่เมื่อราคาหุ้นตกต่ำแล้วเงินลงทุนตรงนั้นคุณตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาวอยู่ แล้ว ก็อาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นมาเป็น 70% จากเดิม 50% ก็สามารถที่จะทำได้ ที่เหลือก็ไปลงในตราสารหนี้
“ถ้ามองเฉพาะด้าน Value Averaging จริงๆ ตามทฤษฎี เป็นการใช้เงินที่มากขึ้นเพื่อที่จะไปลงทุนในภาวะที่ตลาดมันเอื้ออำนวยให้ ของมันราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าในอนาคต แต่ถ้าของนั้นราคาแพงแล้วเงินที่จะไปลงทุน ก็อย่าไปลงมาก แค่นั้นเอง โดย Value Averaging จะมีทั้งการซื้อเพิ่มและขายออกในบางงวด จำนวนหุ้นหรือจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ตจึงมีเพิ่มมีลดตามภาวะตลาด มีการรับรู้กำไรโดยอัตโนมัติ แต่ในระยะยาวมูลค่าพอร์ตก็จะเพิ่มขึ้นเท่าๆ กันทุกงวดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”
@เรียนรู้ข้อจำกัด
วรวรรณบอกว่า เนื่องจากการลงทุนด้วยวิธี Value Averaging จะมีการใส่มุมมองของผู้ลงทุนที่มีต่อภาวะตลาดลงไปเอาไว้ด้วย เพื่อใช้ในการปรับเพิ่มหรือปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตามภาวะตลาดหุ้นใน ขณะนั้นๆ ซึ่งจังหวะที่เรามองตลาดนั้น คือ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งเพราะไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ลงทุนมองถูกต้องมากน้อยแค่ไหน สมมติตอนที่เราลงทุนเรามองว่าตลาดหุ้นจะปรับขึ้นต่อ
แต่จริงๆ ตลาดหุ้นปรับตัวลง หรือเรามองว่าตลาดหุ้นจะปรับลง แต่ตลาดหุ้นกลับปรับตัวขึ้นต่อ ซึ่งในบางครั้งเมื่อผู้ลงทุนมองย้อนหลังกลับไปอาจจะรู้สึกว่าทำไมตอนนั้นจึง ตัดสินใจลงทุนอย่างนี้ จึงอยากจะบอกว่าคุณไปมองย้อนหลังไม่ได้ เพราะจังหวะที่คุณตัดสินใจลงทุนนั้น คุณมีข้อมูลอยู่แค่นี้ คุณไม่รู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงและในความจริงก็ไม่มีใครรู้ด้วย ดังนั้น Value Averaging จึงมีความเสี่ยงอยู่นิดหน่อยในเรื่องของมุมมองของผู้ลงทุนที่มีต่อภาวะตลาด หุ้นในขณะนั้นๆ
“แต่ถ้ามองดูแล้วขอให้มีการเก็บเงินทุกเดือน โดยภาพรวมต้นทุนของเราก็จะออกมาดี ในขณะที่ Value Averaging มีมุมมองของผู้ลงทุน แต่ Dollar Cost Averaging จะซื้อไปอย่างนั้นทุกเดือนๆ เท่ากัน หรือบางคนที่ขี้เกียจ ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง คุณก็อาจจะเลือก Dollar Cost Averaging เพื่อความปลอดภัยเอาไว้ก่อนก็ได้”
ทั้ง Dollar Cost Averaging และ Value Averaging คงจะช่วยให้คุณสามารถบริหารต้นทุนสำหรับการลงทุนในหุ้นระยะยาวได้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
โดย สรวิศ อิ่มบำรุง
Value Averaging เฉลี่ยต้นทุนให้เหนือชั้น
เรา อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่าๆกัน ทุกๆงวด เพื่อเฉลี่ยต้นทุนตามวิธี Dollar Cost Averaging ก็สามารถถัวเฉลี่ยต้นทุนได้เช่นกัน และถ้าได้ทดลองดูแล้วจะเห็นว่าวิธี Value Averaging ทำให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าวิธีแรก
น่าสนใจแล้วใช่ไหม
การ ลงทุนถัวเฉลี่ย ทั้งวิธี Dollar Cost Averaging และ Value Averaging ใช้เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนในตราสารที่มีความผันผวนของราคาสูง เช่น หุ้น, หน่วยลงทุนของกองทุนหุ้น (Equity Fund), หน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( Long Term Equity Fund ) หรือ LTF, หน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ลงทุนในหุ้นทุน ( Retirement Fund) หรือ RMF, รวมถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดัชนีตลาดหุ้น (SET Index Fund)
การลงทุนวิธี Dollar Cost Averaging เป็นการลงทุนสม่ำเสมอเป็นงวดๆ ด้วยเงินลงทุนจำนวนเท่าๆกันทุกงวด แต่การทยอยลงทุนด้วยวิธี Value Averaging นั้น นักลงทุนจะต้องเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้น ในภาวะที่ราคาของหุ้น หรือราคาของหน่วยลงทุนลดต่ำลง และจะใช้เงินลงทุนลดน้อยลง หากราคาหุ้น หรือราคาหน่วยลงทุนเพิ่มสูงขึ้น และในบางงวดลงทุน เราอาจต้องขายหุ้น หรือขายหน่วยลงทุนออกด้วย
แนวคิดของการลงทุนแบบนี้ ก็คือ มองว่าถ้าตลาดตก หุ้นมีราคาตลาดถูกลง แทนที่จะใช้เงินจำนวนเท่าเดิมทุกๆงวดในการซื้อหุ้น เราก็เพิ่มเงินลงทุนเข้าไปเพื่อให้ได้จำนวนหุ้นหรือจำนวนหน่วยลงทุนในตอนที่ ราคาต่ำๆ ให้มากขึ้น และหากราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนเพิ่มสูงขึ้น เราก็ไม่ได้ซื้อหุ้นแพงมาเฉลี่ยต้นทุนมากนัก
ในบางกรณีถ้าตลาดขึ้น แรงมากๆ แสดงว่าความเสี่ยงเริ่มเพิ่มสูงขึ้น เราก็อาจไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน หรือขายหุ้นบางส่วนออกมาเพื่อนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่นหรือตราสารประเภทอื่น ที่ความเสี่ยงต่ำกว่าหรือมีราคาถูกกว่าก็ได้
วิธีทำ Value Averaging ก็ไม่ยาก นักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายการลงทุนว่า มูลค่าพอร์ทลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นมูลค่าเท่าๆกันทุกงวดการลงทุน เช่น งวดแรกตั้งเป้าหมายพอร์ทลงทุนไว้ 10,000 บาท งวดถัดไปต้องลงทุนให้มูลค่าพอร์ทลงทุนเพิ่มเป็น 20,000 บาท งวดที่สามต้องเพิ่มเป็น 30,000 บาท มูลค่าพอร์ทลงทุนต้องเพิ่มเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกงวดดังนี้
แล้วทำไมเราถึงใช้เงินลงทุนแต่ละงวดไม่เท่ากัน?
ก็ เพราะว่าราคาหุ้น หรือราคาหน่วยลงทุนมีขึ้นมีลง ในงวดแรกสมมติว่าราคาหุ้น หรือราคาหน่วยลงทุนเริ่มต้นที่ 10.00 บาท เราใช้เงินลงทุน 10,000 บาท ก็จะได้มา 1,000 หุ้น หรือ 1,000 หน่วยลงทุน (ดูตารางด้านล่างประกอบ) ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายว่าเราจะลงทุนด้วยจำนวนเงินในแต่ละเดือนที่ทำให้มูลค่า พอร์ตของเราทวีขึ้น เดือนละ 10,000 บาท
พอถึงกำหนดต้องลงทุนในงวด ที่สอง ราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนลดลงมาเหลือ 8.00 บาท มูลค่าพอร์ทลงทุนของเราก็ลดลงมาเหลือ 8,000 บาท เราต้องลงทุนในงวดที่สอง อีก 12,000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ทลงทุนของเราเพิ่มเป็น 20,000 บาท ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เราจะได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนเพิ่มมาที่ต้นทุน 8.00 บาท อีก 1,500 หุ้น หรือ 1,500 หน่วยลงทุน
พอถึงงวดที่สามมูลค่า พอร์ทลงทุนที่ตั้งไว้ต้องเป็น 30,000 บาท ปรากฏว่าราคาหุ้น หรือราคาหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นไปเป็น 12.50 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ทของเราเพิ่มขึ้นมาเป็น 31,250 บาท งวดนี้นอกจากไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว เราจะขายออกไป 1,250 บาท เพื่อให้ได้มูลค่าพอร์ทตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้
ตารางที่ 1 ตัวอย่างการลงทุนด้วยวิธี Value Averaging
งวด ลงทุน มูลค่าพอร์ทลงทุนตามเป้าหมาย(บาท) ราคาหุ้น หรือราคาหน่วยลงทุน(บาท) จำนวนหุ้น หรือจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ท(หน่วย) จำนวนหุ้น หรือหน่วยลงทุนที่ซื้อเพิ่ม หรือ(ขายออก) จำนวนเงินลงทุน(บาท)
งวดที่ 1 10,000 10.00 1,000 1,000 10,000
งวดที่ 2 20,000 8.00 2,500 1,500 12,000
งวดที่ 3 30,000 12.50 2,400 (100) (1,250)
ถ้า งวดใดมูลค่าพอร์ทเพิ่มมากขึ้นจนเราต้องขายหุ้น หรือขายหน่วยลงทุนออกไป แสดงว่าตลาดขึ้นมาแรง ความเสี่ยงเริ่มสูง การไม่ลงทุนเพิ่ม และขายออกมาบางส่วน ทำให้เราสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปในตลาดอื่นๆ หรือตราสารประเภทอื่นๆได้
การลงทุนวิธีนี้จะได้ต้นทุนเฉลี่ย 8.65 บาทต่อหน่วย ใช้เงินลงทุน 20,750 บาท ได้หุ้นมา 2,400 หุ้น
ถ้าลองเทียบกับวิธี Dollar Cost Averaging ตามตารางที่ 2 ใช้เงินลงทุนรวม 30,000 บาท ได้หุ้นมา 3,050 หุ้น ต้นทุนเฉลี่ย 9.84 บาท
ตารางที่ 2 ตัวอย่างการลงทุนด้วยวิธี Dollar Cost Averaging
งวด ลงทุน จำนวนเงินลงทุนงวดละ(บาท) ราคาหุ้น หรือราคาหน่วยลงทุน(บาท) จำนวนหุ้น หรือหน่วยลงทุนที่ซื้อเพิ่ม จำนวนหุ้น หรือจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ท(หน่วย) มูลค่าพอร์ทลงทุน(บาท)
งวดที่ 1 10,000 10.00 1,000 1,000 10,000
งวดที่ 2 10,000 8.00 1,250 2,250 18,000
งวดที่ 3 10,000 12.50 800 3,050 38,125
อย่าง ไรก็ตาม การลงทุนด้วยวิธี Dollar Cost Averaging จะเป็นการสะสมการลงทุนต่อเนื่องเป็นงวดๆ ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง จำนวนหุ้น หรือจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ทจะเพิ่มขึ้นทุกๆงวด จะรับรู้กำไรจากลงทุนวิธีนี้ต้องเลือกจังหวะเวลาในการขายออกเมื่อเราพอใจใน กำไรที่ได้
ขณะที่วิธี Value Averaging จะมีทั้งการซื้อเพิ่มและขายออกในบางงวด จำนวนหุ้น หรือจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ทจึงมีเพิ่มมีลดตามภาวะตลาด มีการรับรู้กำไรโดยอัตโนมัติ แต่ในระยะยาวมูลค่าพอร์ทก็จะเพิ่มขึ้นเท่าๆกันทุกงวดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
โดย http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=loykratong&month=01-2007&date=06&group=4&gblog=4
จุดเด่น-ข้อด้อยที่ควรรู้ของ กองทุนปันผล&ไม่ปันผล
ปัจจุบัน ธุรกิจกองทุนรวมมีการเติบโตขึ้นตามลำดับ ทั้งในแง่ของผู้ให้บริการ ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ต่างๆ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ของกองทุนรวมที่ติดตามออกมาอย่างมากมาย จนทำให้นักลงทุนสับสน และเลือกลงทุนไม่ถูกไปเลยก็มี และที่เป็นคำถามยอดฮิตที่ติดใจนักลงทุนอยู่เป็นจำนวนมากก็คือ ทำไมกองทุนรวมบางกองจึงมีการจ่ายเงินปันผล แต่บางกองก็ไม่มีการจ่ายเงินปันผล
แล้ว “กองทุนแบบมีปันผล” กับ “กองทุนแบบไม่มีปันผล” กองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้ “เหมือน” หรือ “แตกต่าง” กันอย่างไร กองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนแบบไหนกันแน่ แล้วแบบไหนจะน่าสนใจกว่ากัน
” กองทุนรวม” เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการลงทุนที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้เข้าไปลงทุนใน สินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ,ตราสารหนี้ ,อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ เป็นต้น โดย “ความเสี่ยง” และ “ผลตอบแทน” ของกองทุนรวมก็จะเป็นไปตามสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุน
“แต่จุดเด่นที่สุดของการลงทุนผ่านกองทุนรวม ก็คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้นักลงทุนบุคคลธรรมดาเข้ามาลงทุนในตลาดทุน มากขึ้น สำหรับผู้ลงทุนที่มีกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน(Capital Gain)นั้น กำไรที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้ากองทุนรวมนั้นจ่ายเงินปันผล และคุณถือหน่วยลงทุนยาวจนกระทั่งได้รับเงินปันผล คุณสามารถเลือกได้ว่าจะเสียภาษีเงินปันผล ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือนำเงินปันผลนั้นไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตอนสิ้นปีก็ได้ แต่เงินปันผลนั้นไม่สามารถขอเครดิตภาษีคืนได้”
ต่างจากเงินปันผลที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนในหุ้นบริษัทจด ทะเบียนโดยตรง ที่คุณจะสามารถขอเครดิตภาษีคืนได้เพราะกิจการจ่ายภาษีนิติบุคคลไปรอบหนึ่ง แล้ว เมื่อผู้ลงทุนได้รับเงินปันผล และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไป 10% จึงเป็นการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน จึงขอเครดิตภาษีคืนได้ แต่กองทุนรวมซึ่ง “ไม่ใช่หน่วยภาษี” รายได้ที่กองทุนได้รับจึงเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว ทั้งในรูปของเงินปันผล ,ดอกเบี้ยรับ ,ส่วนลดรับ และกำไรส่วนเกินทุน เพราะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสามารถรับผลประโยชน์เข้ามาเต็มๆ และนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งต่อให้ผู้ถือหน่วยได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว การจะมาขอเครดิตภาษีคืนจึงดูจะไม่ชอบด้วยเหตุผลสักเท่าไรนัก
@กองทุนรวมประโยชน์ที่แตกต่างของนักลงทุนบุคคล และนักลงทุนสถาบัน กองทุนรวมถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา อยู่แล้ว โดยจะดูได้จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีซึ่งผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดานั้น กำไรส่วนเกินทุนจากการขายหน่วยลงทุน(Capital Gain) ได้รับยกเว้นภาษี ในขณะที่เงินปันผลต้องเสียภาษี 10%
ในขณะที่นักลงทุนสถาบันนั้นกำไรส่วนเกินทุน(Capital Gain)จากการขายหน่วยลงทุนต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ส่วนเงินปันผลในกรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียนได้รับยกเว้นภาษีหากถือหน่วยลง ทุนไว้ 3 เดือนก่อน และหลังได้รับเงินปันผล แต่ถ้าเป็นบริษัทจำกัดเงินปันให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพียงครึ่งหนึ่งของ จำนวนเงินที่ได้ หากถือหน่วยลงทุนไว้ 3 เดือนก่อน และหลังได้รับเงินปันผล
“ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ากองทุนที่จ่ายปันผลนั้นจะเป็นประโยชน์กับนัก ลงทุนสถาบันมากกว่านักลงทุนรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา จึงมีนักลงทุนสถาบันจำนวนหนึ่งที่เข้ามาลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อใช้สิทธิ ประโยชน์ตรงนี้ เช่น บริษัทประกัน เป็นต้น”
@นโยบายการลงทุนเหมือนกัน…การสร้างผลกำไรไม่ต่างกันเกี่ยวกับ เรื่องนี้ “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ บอกว่า ก่อนที่ผู้ลงทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมจะต้องพิจารณาใน 2 ด้านด้วยกัน คือ 1)ด้านการลงทุน ดูว่ากองทุนไปลงทุนอะไร นั่นเป็นนโยบายการลงทุน และ2) ด้านการแบ่งปันผลประโยชน์ ก็ต้องมาดูว่าการแบ่งปันผลประโยชน์ของกองทุนนั้นเป็นอย่างไร เพราะมันจะมีผลกระทบในเชิงของ “กระแสเงิน” กับ “เชิงภาษี”
-ในมุมของกระแสเงินนั้นการจ่ายปันผลอาจจะเหมาะกับคนที่อยากจะได้ เงินมาใช้เป็นระยะๆ เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปถ้าไม่มีความต่างทางภาษี การมีกระแสเงินมาเป็นระยะๆก็เหมาะกับคนที่อยู่ในวัยเกษียณซึ่งตัวเองไม่มี เงินเดือนแล้วก็อาศัยเงินปันผลนี่แหละมาใช้จ่ายโดยที่เงินต้นก็เก็บให้มัน เติบโตต่อไป
ส่วนคนที่เป็นคนหนุ่มคนสาวเงินปันผลอาจจะไม่จำเป็น เพราะว่าเรามีเงินเดือนใหม่มาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่การลงทุนมีกำไรแล้วนำไปลงทุนให้เติบโตต่อเนื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า นั่นเป็นมุมในเรื่องของกระแสเงิน
-ในมุมของภาษี จะสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะกฎเกณฑ์ด้านภาษีที่ต่างกันระหว่างนักลงทุนบุคคลธรรมดา และนักลงทุนสถาบันสำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม เพราะฉะนั้นลักษณะการเลือกของนักลงทุน ถ้าเป็นนักลงทุนบุคคลธรรมดาซึ่งตัวเองมีเวลาที่จะไปไถ่ถอนหน่วยลงทุนด้วยตัว เอง การไถ่ถอนหน่วยด้วยตัวเองจะดีกว่าที่จะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล เพราะไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผล 10%
“ดังนั้นถ้ากองทุนมีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน ก็แปลว่าในฝั่งของกำไรนั้นจะเหมือนกัน ไม่เกี่ยวกับว่ากองทุนนั้นปันผลหรือไม่ปันผล นักลงทุนก็ต้องมาดูต่อว่ากองทุนนั้นเหมาะกับตัวเองมั้ย ในแง่ของกระแสเงินที่จะออกมาและในแง่ภาษี จึงเป็นไปได้ว่ากองทุน 2 กอง นโยบายการลงทุนเหมือนกันทุกอย่าง แต่ว่ากองหนึ่งถูกออกแบบไว้เหมาะสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดา อีกกองออกแบบไว้เหมาะกับนักลงทุนสถาบัน ตรงนี้นักลงทุนก็ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเองด้วย”
@กองทุนปันผลหรือไม่ปันผลเหมาะกับใคร การที่ต้องมีกองทุนปันผลและไม่ปันผลนั้น “โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย บอกว่าก็เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้ตัว นักลงทุนเองได้มีทางเลือกในการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองเพราะบางคนก็พอใจที่ จะปล่อยให้เงินตัวเองงอกเงยต่อไปเรื่อยๆ แต่บางคนก็พอใจที่จะได้เห็นเงินที่ลงทุนให้ผลตอบแทนออกมาบ้าง เป็นต้น ถ้าเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนเหมือนกันแล้วจะจ่ายปันผลหรือไม่จ่ายปันผลจะ ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของผลตอบแทน หรือในแง่ของต้นทุนของกองทุน แต่จะมีความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของภาษี
“กองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดอกผลที่ได้มาจากการลงทุนก็จะนำไปลงทุนต่อ (Re-Investment)ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์สุทธิ(NAV)ของกองทุนมีแนวโน้มเติบโต ขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กองทุนที่จ่ายปันผลนั้นก็เหมือนกับกองทุนนำกำไรที่กองทุนมีนำไปคืน ให้กับผู้ลงทุนในรูปของเงินปันผลเท่านั้นเอง”
สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการวุ่นวายในการขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อ รับกำไรจากส่วนต่างมูลค่าเงินลงทุน(Capital Gain) เพราะอาจจะยุ่งๆ หรือไม่มีเวลาเมื่อมีกำไรก็ไม่ได้ไปขายถ้าเลือกกองทุนที่จ่ายปันผลก็ไม่ต้อง ห่วงเพราะกองทุนจะทำหน้าที่รวบรวมกำไรที่เกิดขึ้น(ถ้ามี)เพื่อนำกำไรที่ได้ มาจ่ายออกให้กับผู้ลงทุนเป็นเงินปันผลตามที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวนเอา ไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกเช่น ทุก 3 เดือน หรือ ทุก 6 เดือน เป็นต้น
“แต่สำหรับผู้ที่มีเวลาและสามารถที่จะขายคืนหน่วยลงทุนได้ด้วยตัว เอง การลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพราะเงินปันผล นั้นต้องเสียภาษี 10% แต่การขายคืนหน่วยลงทุนไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจะสร้างผลตอบแทนในลักษณะที่คล้ายกับเงินปันผลได้โดยการ ขายหน่วยลงทุนออกไปบางส่วนเมื่อราคาหน่วยลงทุนปรับตัวขึ้นมาซึ่งกำไรจากการ ขายคืนหน่วยลงทุนไม่ต้องเสียภาษีด้วย ดังนั้นการซื้อกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลจึงน่าจะเป็นวิธีที่ผู้ลงทุนซึ่งเป็น บุคคลธรรมดาจะได้รับดอกผลจากการลงทุนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า”
ตัวอย่าง นักลงทุนซื้อกองทุน 5,000 หน่วย หน่วยละ 10 บาท เป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมามูลค่าของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 13 บาท/หน่วย มูลค่าทรัพย์สินของนักลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 65,000 บาท และหากกองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายเงินปันผลจากกำไรทั้งหมด คือ 15,000 บาท ในกรณีนี้นักลงทุนมีทางเลือก 2 ทาง คือ
1.ขายคืนหน่วยลงทุนก่อนที่กองทุนจะจ่ายปันผลเพื่อนำกำไรส่วนเกิน 15,000 บาท มาใช้ โดยที่เงินนั้นไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเงินที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน ได้รับยกเว้นภาษี
2.รอรับเงินปันผล กรณีนี้หากผู้ลงทุนเลือกเสียภาษี ณ ที่จ่าย 10% ผู้ลงทุนจะเสียภาษี 1,500 บาท เหลือเงินปันผลสุทธิที่จะได้รับจริงๆ 13,500 บาท หรือเลือกที่จะนำเงินปันผลดังกล่าวไปรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีปลายปีตามฐานภาษีของตัวเองซึ่งในกรณีหลังนี้จะเหมาะกับผู้ถือ หน่วยลงทุนที่มีรายได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 500,000 บาท เพราะมิฉะนั้นคุณจะต้องเสียภาษีสูงกว่า 10% ซึ่งคงไม่คุ้มค่าเท่าไร
@กองทุนไม่จ่ายปันผลมีโอกาสได้ผลตอบแทนในรูป Capital Gain มากกว่า ตัวอย่างมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ(NAV)ของกองทุนเปิดทหารไทยSET50 ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2549 นั้น กองที่จ่ายปันผลมีเอ็นเอวี 9.3457 บาท/หน่วย ในขณะที่กองที่ไม่จ่ายปันผลมีเอ็นเอวี 28.3463 บาท/หน่วย
ทั้งนี้เป็นเพราะการจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมนั้นจะส่งผลให้ มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมนั้นลดลงในจำนวนเท่าๆ กับมูลค่าที่มีการจ่ายเงินปันผลฉะนั้นผู้ลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโย บายจ่ายเงินปันผลนั้นอาจจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของการลงทุน(capital gain) น้อยกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล
“ส่วนผู้ลงทุนที่ต้องการให้เงินลงทุนของตัวเองเพิ่มพูนงอกเงย เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินมาใช้จ่ายประจำในระหว่างทางกองทุนที่ ไม่จ่ายปันผลน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าเพราะจะทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้ รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของการลงทุน(Capital Gain) มากกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้จัดการกองทุนสามารถนำเงินไปลงทุนได้เต็มเม็ดเต็ม หน่วยกว่านั่นเอง”
@Automatic Redemption รูปแบบใหม่ที่ลงตัวของคนชอบปันผล ในระยะหลังมานี้มีกองทุนรูปแบบใหม่ที่คิดหาวิธีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ลง ทุนทางอ้อมโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี 10% ที่เรียกว่า “การไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนอัตโนมัติ” (Automatic Redemption) นั่นเอง
โดย “ดารบุษป์ ปภาพจน์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.พรีมาเวสท์ บอกว่าในแง่ของผู้จัดการกองทุนแล้วการลงทุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยย่อมจะดีที่สุด เพราะเกิดประโยชน์กับผู้ลงทุนในแง่ของการลงทุนสูงสุด แต่เมื่อมีผู้ลงทุนบางส่วนที่ต้องการกระแสเงินจากการลงทุนออกมาเป็นรายได้ ด้วยทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจึงได้คิดวิธีไถ่ถอนหน่วยลงทุน อัตโนมัติขึ้นมาให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนแทนการรับเงินปันผลเพราะจะทำให้ผู้ลง ทุนไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้จริงๆ แล้วไม่แตกต่างกันเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการแบ่งปันผลประโยชน์คืนให้กับผู้ ลงทุนเท่านั้นเมื่อกองทุนมีกำไรก็นำกำไรนั้นมาคืนให้กับผู้ถือหน่วยเหมือน กันเพียงแต่วิธีการในการจ่ายคืนผู้ถือหน่วยต่างกันเท่านั้นเอง
“แต่ต้องยอมรับว่าผู้ลงทุนเองยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมหน่วยลงทุน ลดลง เพราะการจ่ายเงินปันผลมูลค่าหน่วยลงทุนลดลง แต่จำนวนหน่วยลงทุนไม่ลดลง ในขณะที่ Auto Redemption นั้น มูลค่าหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนหน่วยลงทุนจะลดลงแต่ผลประโยชน์ของผู้ลงทุนก็ยังเท่าเดิมไม่ได้แตก ต่างจากการใช้วิธีการจ่ายเงินปันผลแต่ประการใดแถมยังช่วยประหยัดภาษีได้อีก 10% ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่ต้องการกระแสรายได้จาก เงินลงทุนออกมา”
ทั้งกองทุนที่จ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผลต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่ แตกต่างกันออกไปทั้งหมดนี้คงช่วยทำให้คุณรู้จักกองทุนทั้งสองประเภทมากขึ้น ไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะได้เลือกกองทุนให้เหมาะสมกับการลงทุนของตัวเองไป
เรื่อง : สรวิศ อิ่มบำรุง