หากท่านมีเงินเหลือเก็บจาก ค่าใช้จ่ายประจำวัน และเงินออมระยะยาว (ฝากประจำ) การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ก็เป็นสิ่งน่าสนใจมาก
เพราะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ฝากเงิน หรือบางทีก็ดีกว่า ลงทุนเกี่ยวกับที่ดินด้วยซ้ำ
แต่ทำอย่างไรดี ซื้อจังหวะไหนดี ขายช่วงไหนดี กลัวขายหมู ถือต่อกลัวติดดอย
เมื่อก่อนผมเป็นประเภทซื้อผิดจังหวะ ช่วงที่หุ้นมันไปสูงมากๆ แล้ว ซื้อแล้วหุ้นตก
ทำให้ขาดทุนในระยะยาวกว่าจะกลับมาได้กำไรอีกก็รอนาน
หรือเมื่อเห็นว่าได้กำไรแล้วขายก่อน แต่หุ้นยังไปต่ออีก ทำให้เสียโอกาสครับ
ผมพอจะสรุปวิธีการเล่นกองทุนรวมที่ดี ดังนี้
1. ทยอยซื้อ ไม่ต้องกังวลว่า ซื้อช่วงไหนดี ซื้อสม่ำเสมอ
แต่มี hot tip คือ ช่วงหุ้นตก ควรยิ่งซื้อ หรือ ยิ่งของถูก ต้องซื้อมากๆ เข้าไว้
อย่างไรก็ตาม ก็ควรทยอยเก็บ อย่าลงทุนทั้งหมด เนื่องจากเราไม่รู้อนาคต มันอาจจะตกลงไปอีก
จะได้ทยอยเก็บของถูกไปอีกเรื่อยๆ
2. รอ….รอ…รอ เรื่อยๆ จนกว่าดัชนีหุ้นขึ้นครับ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับต้นทุนของเรา หากต้นทุนต่ำ ก็เร็วหน่อย
3. เมื่อได้กำไรแล้ว ทยอยปล่อยกำไรออกมา เช่น เราลงทุนใน SCBDV หรือ SCBSET ก็แล้วแต่นะครับ
เมื่อได้กำไรก็สับเปลี่ยนเฉพาะส่วนกำไรออกมา เหลือต้นทุนไว้ เพื่อทำกำไรต่อ จุดนี้สิเด็ดครับ
ต่อมาเมื่อหุ้นขึ้นต่อ โดยมีมูลค่าสูงกว่า ต้นทุนอีก เช่น ต้นทุน 20000 บาท หากมีกำไรประมาณ 1000 รวมเป็น 21000 ก็สับเปลี่ยนหรือขายออกมา 1000 บาท เหลือไว้ 20000 บาท (โดยประมาณ) วันต่อมาขึ้นอีก เป็น 21500 บาท ก็ขายออก 1500 บาท เหลือไว้แต่มูลค่าต้นทุนของเรา เพื่อทำกำไรต่อครับ
เนื่องจากเราไม่รู้อนาคต พอหุ้นตก โดยเฉพาะตกต่อเนื่องประมาณ 10 จุด รีบขายทันที ไม่ต้องกังวลมาก เนื่องจาก เราทำกำไรไว้บ้างแล้วนั่นเอง
4. เมื่อหุ้นตกมากๆ ก็ควรเก็บซื้อใหม่อีกครั้งครับ กำหนดต้นทุนไว้ชัดเจน
ข้อสำคัญของผม คือ ไม่รู้อนาคต ควรทยอยซื้อ ทยอยขาย ทำกำไรเรื่อยๆ แบบนี้ปลอดภัย และกำไรแน่นอนครับ
อ่านเจอเห็นว่ามีประโยชน์ดี แต่ผมไม่ได้สนใจลงทุนได้หุ้น เนื่องจากยังไม่พร้อมเรื่องทุนทรัพย์ครับ
เก็บเรื่องดีๆ ไว้อ่านก่อน (เผื่อท่านอื่นๆ อ่านด้วย)
ก่อนอื่นต้องบอกว่า เล่นหุ้นกินปันผลไม่มีทางที่จะทำให้เงิน 3 แสนเป็นล้านได้ในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีหรอกครับ หุ้นดีๆ ปันผลแค่ราว 4% และมีไม่ถึง 5 ตัวได้มั้ง ที่จะปันผลถึง 10% ของราคาหุ้น ต้องเล่นหุ้นเพื่อ capital gain (กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น) ครับ
ก่อนจะเข้าตลาดฯ หุ้นให้ศึกษาดังต่อไปนี้ :
1. อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐาน เช่น ของดร.นิเวศน์ หรือคุณวิกรม หรือ หนังสือแปลของวอเรน บัฟเฟต์หรือ ปีเตอร์ ลินซ์ ซึ่งที่เป็นนักลงทุนที่ประสพความสำเร็จอย่างสูงในตลาดฯ โดยไม่ต้องลงทุนบ่อยๆ (มักซื้อหุ้นพื้นฐานดีจริงๆ ตอนเกิด crisis)
หมาย เหตุ : หรือที่คุณ ขอบฟ้าบูรพาแนะนำคือ ภาษาไทย – ดีแตก, one up on wall street ฉบับแปล, beating the street ฉบับแปล, the intelligent investor ฉบับแปล, มหัศจรรย์แห่งเทคนิค, หลักการพนัน, จิตวิทยาการลงทุน, หนังสือเทคนิคโหลดฟรีของเอเชียพลัส
ภาษาปะกิต - the disciplined trader, trading in the zone, trading for a living, come into my trading room, Market Wizards
หรือที่คุณ Bobby_GN แนะนำ 1. คัมภีร์หุ้น 1&2 ของ โสภณ ด่านศิริกุล, 2. อยากรวยต้องรู้ เล่ม 1-4 ของ ตลาดหลักทรัพย์
สามารถ หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือ B2S ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถ.รัชดา หรือ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ที่สยามสแควร์ หรือ สำนักพิมพ์ซีเอ็ด ครับ
2. เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีๆ โดยอาจศึกษาจาก www.set.or.th -> ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ -> ตราสารทุน -> ข้อมูลรายบริษัท/หลักทรัพย์ จะมีงบการเงินรวมถึงเงินปันผล ของทุกบริษัทที่ list ใน SET ที่เพิ่งประกาศ และ ย้อนหลังไปหลายปี
3. เวลาลงทุน ขณะใดขณะหนึ่งไม่ควรมีหุ้นเกิน 4 ตัว ถึงจะเล่นด้วยปัจจัยพื้นฐาน แต่คนๆ หนึ่งดูหุ้นเกิน 4 ตัวในภาวะตลาดฯ วิ่งเร็วๆ มากไม่ทันหรอกครับ
4. เวลาลงทุน ควรเล่นเฉพาะหุ้น cream ในแต่ละอุตสาหกรรม (sector) ไม่ควรเล่นหุ้นรองๆ เพราะจะขึ้นช้ากว่า ลงก็แรงกว่า หุ้นที่เป็นตัวนำ (หุ้นนำเปลี่ยนแปลงได้ในระยะปานกลางเมื่อปัจจัยพื่นฐานเปลี่ยน) โดยอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ (ราคาวิ่งเร็วกว่าตลาดฯ) คือ energy (PTT), communication (AIS) และ bank (KBANK) ส่วนอุตสาหกรรมที่กินเงินปันผลคือ agricultural และประกัน (ราคาวิ่งไม่มากนัก)
หมายเหตุ : กลุ่มอุตสาหกรรม energy มีน้ำหนักต่อ SET ถึง 35-40% ดังนั้น ราคาหุ้นกลุ่มนี้ มีผลต่อ SET อย่างสูง
5. ศึกษาความรู้ทางเทคนิค (ใช้กราฟวิเคราะห์) เพื่อหาจังหวะการลงทุน น้องพลูดาว อะตอม แนะนำ เวป เทคนิคคอล ให้ศึกษากันครับ http://www.informedtrades.com/th/trades.php?page=freetradingcourses ภาคภาษาไทย
โดย สามารถดูจากหน้าจอ e-finance หรือ router ที่ห้องค้า (ถ้า trade ด้วย internet ไม่ค่อยได้ไปห้องค้า ติดต่อบริษัท IRS เบอร์โทรฯ 02-650-7930 ถึง 1)
===== จังหวะเวลาในการลงทุนสำคัญมาก (ปัจจัยพื้นฐานเลือกหุ้น ปัจจัยเทคนิคบอกจังหวะในการซื้อหุ้น) =====
หมาย เหตุ : ตอนแรกศึกษาและใช้เทคนิเคิ่ลง่ายๆ ก่อนก็ได้ครับ เช่น moving average, MACD, Modified Stochastics เมื่อมีประสบการณ์ปี-2ปี ค่อยศึกษายากๆ แบบ Elliot wave ที่มี post อยู่บ่อยๆ โดยคุณ yinton กระทู้ชื่อประมาณ update Elliot wave SET ครับ
หมายเหตุ : technical บอกโดยประมาณว่า จุดรับจุดแรกประมาณ 650-675 และถ้าสถานการณ์เลวร้ายจะลงไป 525-550 ซึ่งไม่น่าจะตกต่ำกว่านี้ครับ (แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านครับ)
4. ศึกษาจิตวิทยาการลงทุน เช่น ให้เล่น follow the market – ไม่มีใครชนะตลาดฯ ได้ (คือ ไม่ใช่ตั้งเป้ากำไรหรือขาดทุน ดูตามภาวะตลาด ถึงบางครั้งจะดูเหมือนไม่สมเหตุสมผลก็ตาม เพราะบางทีเราอาจไม่รู้ลึกพอ), การเล่นสวนทาง – วิกฤต คือโอกาสซื้อ เช่น hamburger crisis หรือ เหตุการณ์เมษาปีก่อน เป็นต้น, นักลงทุนไม่ชอบภาวะอึมครึม (จะลงทุนเมื่อสถานการณ์เริ่มชัดเจน) ฯลฯ หนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อย อาจอ่านจากบางกระทู้ของเพื่อนๆ พี่ๆ ในห้องสินธร
5. cut loss, let profit run สมมติเช่น ถ้าเราตัดสินใจลงทุนพลาด 6 ครั้ง (ใน 10 ครั้ง) แต่เสียน้อย (cut loss) ขณะที่กำไร 4 ครั้ง แต่กำไรมาก (let profit run) เราจะชนะตลาดฯ ได้
===== การกล้า cut loss และไม่รีบ cut กำไร เป็นคีย์สำคัญของความสำเร็จ =====
6. เลือกโบรกเกอร์ที่มีบทวิจัยดีๆ เช่น โบรกฯ ที่ต้อง serve นักลงทุนต่างประเทศ เช่น ภัทรธนกิจ, บัวหลวง, กสิกรไทย (K-Sec), ทรินิตี้, กิมเอ็ง, เคจีไอ ฯลฯ ที่มีสาขา/สนญ.ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน และศึกษากฏเกณฑ์การซื้อขายจาก marketing
7. ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดฯ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยขึ้นหุ้นลง ดอกเบี้ยลงหุ้นขึ้น), มูลค่าดอลล่าร์ (ดอลลาร์ขึ้นหุ้นเอเชียลง ดอลลาร์ลงหุ้นเอเชียขึ้น), เศรษฐกิจ & การเมืองของต่างประเทศ, เศรษฐกิจ & การเมืองในประเทศ), ราคาน้ำมันขึ้น ราคาหุ้นกลุ่ม sector พลังงานขึ้น เป็นต้น
8. ดัชนีหุ้นที่มีผลต่อไทยมากที่สุด ได้แก่ ดาวโจนส์ (ของอเมริกา) และฮั่งเซ็ง (ของฮ่องกง) โดยสามารถดูได้จาก www.finance.yahoo.com -> Market Summary (US – Dow) สำหรับดัชนีดาวโจนส์
ด้านล่างกราฟ >> view more indices -> world -> Asia/Pasific -> ^HIS สำหรับดัชนีฮั่งเซ็ง อาจดูที่ chart ได้สำหรับกราฟการเคลื่อนไหวภายใน 1 วัน/5 วัน/3 เดือน/6 เดือน เป็นต้น ส่วนใหญ่มีผลต่อการวิ่งของหุ้นไทย (บางทีเป็นรายนาทีเลยทีเดียว) หลังฮั่งเซ็งปิดตลาดฯ (ก่อนตลาดไทยปิดราว 1 ชมครึ่ง) หรือ หุ้นตกลงมามากแล้ว ตลาดฯ ไทยอาจเคลื่อนไหวโดยไม่อ้างอิงฮั่งเซ็งอีก
สำหรับราคาน้ำมันดูได้จาก www.bloomberg.com (ดูดัชนีหุ้นประเทศต่างๆ และ futures ได้ทางด้านขวา) -> Market Data -> Commodities -> Energy Price ดู Dated Brent Spot (ราคาน้ำมันทะเลเหนือ) เป็นหลัก
นอกจากนั้น การซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศและกองทุน (อีก 2 ประเภทคือ นักลงทุนรายย่อยและ port โบรกเกอร์) โดยถ้าต่างประเทศและ/หรือกองทุนซื้อ หรือ ขายต่อเนื่อง จะมีผลอย่างมากต่อดัชนีตลาดฯ และหุ้นไทย (ดูได้จากนสพ.ธุรกิจเช่น กรุงเทพธุรกิจ, ผู้จัดการ และที่ post ในห้องสินธร (ที่ประกาศช่วงเช้าจะเป็นมูลค่าโดยประมาณ ไม่เป็นทางการ)
ก่อน เริ่ม trade ช่วงเช้าดูข่าวเศรษฐกิจ (ซึ่งคุณ luck me จะสรุปให้ในห้องสินธรเกือบทุกวัน) ราคาน้ำมัน ดัชนีดาวโจนส์ ฮั่งเซ็ง ข่าวปัจจัยพื้นฐานที่โบรกเกอร์ research มา และ support & resistance ทางเทคนิคทุกครั้ง ก่อนเริ่ม trade ช่วงบ่าย ดูดัชนีฮั่งเซ็ง และ support & resistance ทางเทคนิคทุกครั้ง
9. เริ่ม trade โดย moke trade (ซื้อขายโดยกระดาษก่อน บันทึกว่า กำไร/ขาดทุน/เหลือเงิน/มูลค่าหุ้น mark ตามราคาปิด เป็นเท่าไหร่, ทำไมเราจึงซื้อ/ขายในสถานการณ์นั้นๆ) หรือ เล่น เล่นClick2Win 2010 ครับ กำลังจะเปิดรับสมัครวันที่1-28กุมภา นี้ครับ
http://click2win.tsi-thailand.org/SETClick2WIN/index.jsp
10. moke trade ได้สักพัก พอเริ่มมั่นใจ ลองเล่นสัก 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 3 ของ port ก่อน เพราะการซื้อขายในสถานการณ์จริง ไม่เหมือนกับ trade โดยกระดาษ เพราะเป็นเงินของเราจริงๆ จะมีความกดดันมากกว่า พอมั่นใจว่ามาถูกทาง จึงเพิ่มการลงทุนขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามควรมีเงินสดหรือลงทุนใน money market (กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้) สัก 20% ของเงินทั้งหมด เผื่อขาดเผื่อเหลือ
11. หมั่นอ่านกระทู้ดีๆ โดยเฉพาะที่ได้รับการโหวตเป็นกระทู้แนะนำของห้องสินธร
รวมถึงหนังสือดีๆ ที่ list มาในข้อ 1
12. เมื่อไหร่ที่ผิดพลาด ให้จดบันทึกไว้เป็นบทเรียน และอ่านทุกวัน ถ้าทำผิดซ้ำๆ ในเรื่องเดิมเกิน 2-3 ครั้ง ควรออกจากตลาดฯ ชั่วคราว เพื่อ refresh ตัวเอง
ขอให้คุณ TAN2527 คุณ khunden และนักลงทุนหน้าใหม่ทุกท่าน จงมีวินัยในการลงทุน แล้วจะมีโชคดีตามมาเองครับ
หมายเหตุ : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
เพื่อนๆ พี่ๆ ที่อยากเพิ่มเติม หรือ เห็นแย้งกับผม เชิญ post ความเห็น เพื่อเป็นวิทยาทาน และ ทำให้กระทู้นี้มีความเห็นหลากหลายมากยิ่งขึ้นครับ
เขียนโดย คุณเลขาลิขิต
ที่มา http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I8831957/I8831957.html
ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง เผยเคยบริหารเงินกลายเป็นศูนย์ ก่อนฮึดประสบความสำเร็จกับการ “ให้เงินทำงาน” ในปัจจุบัน
ธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ ผู้เขียนหนังสือให้เงินทำงาน ซึ่งปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ 9 แล้ว เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อินเวสเม้นท์ เอ็กซโป 2010 หัวข้อ “ให้เงินทำงาน” ว่า ตนเองนั้นทดลองบริหารเงินและให้เงินทำงานจากเงินจำนวนน้อยให้กลายเป็นจำนวน มาก และจากเงินจำนวนมากกลายเป็นศูนย์มาแล้ว เรียกว่าผ่านประสบการณ์มาหลายรูปแบบ โดยเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี ครั้งเมื่อศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1997 ในขณะทิ่เกิดวิฤกตต้มยำกุ้งในประเทศไทย พ่อซึ่งส่งเงินให้เรียนในต่างประเทศส่งเงินมาให้จำนวนหนึ่งแล้วบอกว่า นี่เป็นก้อนสุดท้ายแล้วที่เหลือให้หาเอาเอง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธนพ จึงลุกขึ้นมาหาทางให้เงินทำงานจากแบบอย่างที่เห็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการ เงินที่เล่นหุ้นในตลาดหุ้นภายในเวลาไม่กี่วันก็มีเงินจำนวนมาก แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยทำให้ต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมากเช่นกัน แต่ความสูญเสียก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสูญเปล่า กลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจการเงินใน ปัจจุบันนั้นเอง
ธนพ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจในขณะนี้จะว่าฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็ไม่เชิง เพราะหากมองลงไปในเชิงลึกแล้วจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะมีตัวเลขทางบัญชีที่สวยงามเป็นบวกไม่ขาดทุน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหันมาลงทุนในหุ้นของตน แต่จริงๆ แล้ว ก่อนที่บริษัทเล่านั้นจะมีบัญชีทางด้านการเงินที่สวยงาม พวกเขาได้ปลดลดพนักงานลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่มีหนี้ค้าง หรือมีกำไรมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ว่างงานในสหรัฐอเมริกามากถึง 4.8 แสนคน คนว่างงานมากแสดงว่าเศรษฐกิจไม่ดี
ทั้งนี้ หากจะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวจริงหรือไม่ต้องไปดูที่ค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงว่าผู้ประกอบการร้าน ค้าขนาดเล็กจะอยู่รอดได้หรือไม่ เมื่อมีจำนวนคนว่างงานมากขนาดนี้ ประกอบกับช่วงก่อนหน้านี้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทประกาศล้มละลายไปแล้ว ดังนั้นร้านค้าที่เป็นค้าของเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือเรียลเซกเตอร์ จะไม่มีรายได้ แล้วเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างไร ต้องดูต้องไปว่า โอบามาจะแก้ป้ญหาเศรษฐกิจนับต่อจากนี้ไปอย่างไร
ไปดูตลาดอื่นๆ บ้าง อย่างตลาดยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะ เป็นอย่างไร แต่ตลาดที่น่าสนใจจริงๆ คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ถือได้ว่าเป็นโอกาส ของตลาดเอเชีย เนื่อง จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกมีราคาจ้างงานราคาต่ำที่สุด ซึ่งถือเป็นโอกาส เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากที่สุดที่เหมาะแกการลงทุนด้านอาหาร
ส่วนญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อนุรักษ์นิยมทำให้มีเงินออมมากที่สุด ไม่น่าเป็นห่วง ประเทศอินเดียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านไอที และซอฟต์แวร์ของโลก เพราะคนอินเดียมีความรู้ความสามารถด้านไอที ประกอบกับค่าแรงถูก ต่อไปเจ้าของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ และยุโรปจะมาจ้างคนอินเดียเป็นคอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นประเทศอินเดียจะเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรมไอที คอลเซ็นเตอร์ แหล่งผลิตซอฟต์แวร์
สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองที่รุนแรงอย่างไร และมีปัญหาเศรษฐกิจโลกก็ตามแต่จีดีพีของประเทศก็ไม่ต่ำมากนัก แสดงว่าโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยยังดีอยู่มาก อย่างไรก็ตามถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองก็นับเป็นโอกาสของประเทศ ไทยที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างดี
อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานนับต่อจากนี้คาดว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ คือ สินค้าจะมีราคาแพงขึ้น แต่เงินเดือนของคนทำงานจะเท่าเดิม อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินก็จะมีการเปลี่ยนมากขึ้น ดังนั้นวิธีการออมเงินนอกจากนำเงินไปฝากธนาคารแล้วควรจะเก็บไว้ในรูปเงินตรา ต่างประเทศ 7 สกุล เพื่อประกันความเสี่ยงว่าเมื่อเวลาผ่านไป 6 – 9 เดือน เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงเงินจำนวนเดิมจะมีค่าเท่าเดิม โดยเงิน 7 สกุล ที่ควรจะแลกไว้ คือ ดอลล่าร์สหรัฐฯ, ปอนด์อังกฤษ, ยุโร, หยวน, สวิสฟรังซ์, เยน, ดอลล่าร์ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ยังควรเก็บเงินสดไว้เป็นเงินฉุกเฉินสัก 30 – 40% ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้เผื่อหากมีเหตุการณ์คอขาดบาดตายแล้วค่อยนำมาใช้ เป็นต้น
ธนพ กล่าวว่า “สำหรับการเล่นหุ้นนั้น ควรซื้อหุ้นที่มีคนซื้อเป็นจำนวนมาก หากหุ้นลงแล้ว 15% ก็ควรรีบขายเลย ไม่ควรรอหรือเสียแล้วไปนำเงินไปซื้อหุ้นอื่นแทน ที่อาจจะขึ้นถึง 50 – 70% จำไว้ว่าไม่ควรเสียดาย หากลงแล้วควรจะขายทันที”
สุดท้ายนี้ การลงทุนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะต้องใช้วิจารณญาณให้รอบครอบและไตร่ตรองให้ดี ควรจะอ่านข่าวสารความเปลี่ยนแปลงของโลก และประเทศเป็นประจำเพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่า เวลานี้เหมาะสมจะลงทุน อะไร หรือไม่อย่างไร
ที่มา http://www.posttoday.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88/8822/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9E-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C