เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการโกนหนวด
สำหรับ ผู้ชายทุกคนแล้ว การโกนหนวดถือเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง ในทุกๆเช้า และผมเชื่อว่า ทุกคนอีกเหมือนกัน มีปัญหาเกี่ยวกับการโกนหนวด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชนิด ของใบมีดโกน ประเภทของครีมโกนหนวด หรือแม้กระทั่ง การเลือก after shave
สำหรับผู้ชายทุกคนแล้ว การโกนหนวดถือเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง ในทุกๆเช้า และผมเชื่อว่า ทุกคนอีกเหมือนกัน มีปัญหาเกี่ยวกับการโกนหนวด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชนิด ของใบมีดโกน ประเภทของครีมโกนหนวด หรือแม้กระทั่ง การเลือก after shave ผมก็เคยมีปัญหา เหมือนกับคุณทุกคนนั่นแหละครับ เรามาลองดูคำแนะนำกันนะครับ
1. การเลือกชนิดของใบมีดโกนให้เหมาะสม การเลือกว่าจะใช้แบบที่เป็นมีดโกนหนวด หรือแบบที่เป็นเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า ล้วนแต่มีข้อแตกต่างกัน
ข้อแตกต่างที่ว่าก็คือ ถ้าคุณต้องการโกนแบบเกลี้ยงเกลาแล้วละก็ให้ใช้แบบใบมีดนะครับ และถ้าคุณต้องการโกนให้เกลี้ยงกว่านั้นละก็ ให้ใช้ใบมีดโกนแบบที่เป็นชนิดใบคู่นะครับ ให้เปลี่ยนใบมีดโกนอยู่เป็นประจำ บ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของหนวดของคุณ โดยทั่วไปแล้ว ใบมีด 1ชุด จะใช้ได้ประมาณ 5-7 ครั้ง
หลังจากนั้นก็จะเริ่มทื่อ ซึ่งถ้าคุณยังคงใช้ต่อไป อาจทำให้การโกนหนวดของคุณ มีรอยแหว่งได้นะครับ ถ้าคุณเป็นคนที่มีผิวหนังประเภทที่เป็น sensitive skins แล้วไม่ต้องการแบบที่เกลี้ยงเกลามาก หรือคุณมีปัญหาเกี่ยวกับสิวที่บริเวณที่ต้องโกนหนวดแล้วละก็ ให้ใช้มีดโกนแบบ ที่เป็นเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า เพราะตัวใบมีดจะอยู่ห่างจากผิวหนังคุณพอสมควร ซึ่งจะช่วยลดความระคายเคืองของผิวหนังได้ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ไม่มีถูกไม่มีผิดนะครับ เลือกประเภทที่คุณรู้สึกสบายมากกว่า เท่านั้นเอง
2. ถ้าคุณใช้แบบใบมีด คุณต้องใช้น้ำด้วยนะครับ ยิ่งมากยิ่งดี เริ่มต้นด้วยให้ใบหน้าของคุณชุ่มไปด้วยน้ำอุ่น อย่างน้อย 5 นาที หรือให้หาผ้าอุ่นๆมาวางบนใบหน้า หรือให้ใบหน้าของคุณเปียกใบด้วยระหว่างที่อาบน้ำในตอนเช้า หนวดของคุณจะชุ่มไปด้วยน้ำและตั้งชันขึ้น และพร้อมที่จะถูกกำจัดแล้วครับ
3. ถ้าคุณโกนด้วยเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าแล้วละก็ ให้ใบหน้าของคุณแห้งก่อนนะครับ ถ้าใบหน้าของคุณยังคงเปียกและชื้นแล้วก็ การโกนด้วยเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้
4. การเตรียมใบหน้าของคุณ ปัญหาที่ตามมาก็คือ คุณจะใช้สบู่ ครีมโกนหนวดแบบ gel หรือว่าแบบ cream ดี จริงๆแล้วทั้ง 3 แบบ ให้ผลไม่ต่างกันมากนัก ขึ้นกับความชอบของแต่ละบุคคลมากกว่า สิ่งที่ต่างกันก็คือ แบบ gel จะช่วยลดความเสียดสี ได้มากกว่า แต่ราคาก็จะแพงมาก กว่าด้วยเหมือนกัน ซึ่งการใช้สบู่จะเป็นแบบที่ถูกที่สุด สำหรับการใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า สิ่งที่คุณต้องเตรียมก็คือ ให้ใบหน้าของคุณสะอาดและแห้งเพียงพอเท่านั้นเอง
5. ไม่ต้องรีบร้อนนะครับ การโกนหนวดนั้นคุณจะต้องค่อยทำ เนื่องจากสิ่งที่คุณต้องการกำจัดก็คือหนวดนะครับ ไม่ใช่หนวดและเลือด การที่คุณรีบโกนหนวดจะทำให้คุณใช้แรงมากเกินไปในการโกนแต่ละครั้ง ผลที่ตามมาก็คืออาการะคายเคือง หรือรอยบาดเล็กๆบนใบหน้า อย่าลืมนะครับ ผิวหน้า เป็นผิวหนังส่วนที่บอบบางมากนะครับ
6. ขั้นสุดท้าย การเลือก after shave ในทางการแพทย์นั้นการใช้ aftershave แทบจะไม่จำเป็นเลย คุณประโยชน์อย่างเดียวที่เห็นชัด คือทำให้คุณรู้สึกสดชื่นเท่านั้นเอง ที่สำคัญก็คือ อย่าใช้ aftershave ที่มีส่วนประกอบของ alcohol หรือ withch hazel ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกแสบบริเวณใบหน้าได้ ดังนั้นให้ดูส่วนประกอบของ afatershave ให้ดีนะครับก่อนที่จะซื้อ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วย alcohol แต่ก็มีบางชนิดที่เป็น alcohol-free สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย
ที่มา http://board.narak.com
เมื่อทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ มักจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมาหลายๆ อย่าง เราควรดูแลสุขภาพให้ดีเสียวันนี้ดีกว่า
โดยการจัดสิ่งแวดล้อมในโต๊ะทำงานที่ดี วางคอมพิวเตอร์อย่างไรดี ดูข้อมูลที่ผมคัดให้ดีกว่าครับ
หลังจากบทความเรื่อง “คำแนะนำการใช้สำหรับจอคอมพิวเตอร์เพื่อถนอมสายตา ฯลฯ” นั้นได้รับความนิยมอย่างมากจากท่านผู้อ่านมีเมล์มาสอบถามผมมากมายในเรื่อง อื่นๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องนี้ครับ ทำให้ผมต้องออกภาคต่อ ซึ่งคราวนี้เนื้อหานั้นต่อจากตอนที่แล้วซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงตอนที่แล้วด้วย ไปอ่านกันเองนะครับ หุๆๆ แต่ผมต้องออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ได้เป็นหมอ หรือนายแพทย์ ที่ชำนาญด้านนี้แต่อย่างใดครับ แต่ด้วยที่ค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ และจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ประสบพบกับตัวเองด้วย ซึ่งเอามาแบ่งปันกันครับ งั้นเรามาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ
ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องผลกระทบของการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์เราๆ ท่านๆแล้ว ในยุคที่เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้น และการพัฒนาของคอมพิวเตอร์นั้น มีความรวดเร็วมาก และมีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าการทำงานของมนุษย์ ซึ่งเห็นได้ว่าในต่างประเทศใช้หุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ ในอนาคตคาดว่ามนุษย์อาจตกงาน เพราะหุ่นยนต์ทำงานได้ดีกว่า ไม่มีเหนื่อย และไม่เสี่ยงอันตรายเหมือนกับการใช้มนุษย์ ถ้าแบ่งผลกระทบการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ แต่จนแล้วจนรอดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ยังคงไม่สามารถทดแทนกับคนบางกลุ่มได้นั้นคือคนที่ทำงานสั่งการ มันนั้นเอง หรือเหล่าคนที่ต้องควบคุมดูแล และจัดการระบบ รวมถึงนักโปรแกรมเมอร์อย่างผม และเพื่อนๆ พี่ๆ หลายๆ คน ซึ่งผมกระทบทางด้านสุขภาพนั้นอาจจะไม่ได้มาในทันทีทันใด แต่จะสะสมรอวันที่มันจะแสดงตัวมันในอนาคต
ภาพที่ 1
ภาพที่ 2
ภาพที่ 3
การปรับที่นั่งและโต๊ะที่ถูกสุขลักษณะในการทำงาน ควรเป็นโต๊ะเขียนหนังสือธรรมดา แล้ววางคีย์บอร์ด หรือโต๊ะที่มีลิ้นชักคีย์บอร์ดก็ได้ครับ แต่ ควรเลือกที่เหมาะสมกับร่างกายของเราครับ ที่สำเร็จรูปนั้น ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะเค้าออกแบบมาไม่ดีเท่าที่ควรครับ และยิ่งด้วยที่วางเมาส์ไว้คนละระดับกับคีย์บอร์ดแล้ว ถือว่าเป็นโต๊ะที่แย่มากและทำให้ข้อมือของท่านปวดและเสียหายได้อย่างร้ายกาจ และอาจเกิดอาการเส้นเอ็นอักเสบจนถึงขั้น ต้องผ่าตัด ได้ครับ อย่างภาพที่ 1 ผมให้ดูนั้นระดับของเก้าอี้และที่พิงควรจะรับกับหลังของเรา และสามารถปรับระดับได้ตามความต้องการของเราในยามต่างๆ ได้ดีครับ เพื่อที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีและทำให้หลังไม่คดหรืองอ และขาควรนั่งตั้งฉากกับพื้น ดังภาพที่ 2 และระยะตักควรอยู่ด้านล่างของคีย์บอร์ดด้วยครับ ส่วนภาพที่ 3 นั้นคือการจัดวางคีย์บอร์ด และเมาส์ ครับ ควรจัดวางคีย์บอร์ด ซึ่งส่วนที่พิมพ์นั้นควรไว้ตรงกลางของจดภาพเลยครับ และถัดมาด้วยแป้นตัวเลข และเมาส์ครับเพราะว่าทำให้เราไม่ต้องเอียงข้อมือหรือปิดข้อมือมากครับ ซึ่งการวางเมาส์นั้น อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นครับว่าการจัดวางเมาส์ควรวางในระดับเดียวกัน ซึ่งโต๊ะคอมฯ หลายๆที่นั้นทำออกมาได้แย่มากๆ ในเรื่องนี้และสำนักงานก็ชอบเอามาใช้ครับ เพราะว่าเล็กและประหยักเนื้อที่แต่เป็นการซื้อที่ผิด และทำให้เกิดผลเสียต่อพนักงานอย่างร้ายแรงครับ คุณจะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้กับสำนักงานทางด้านไอทีระดับโลกเลย อย่างเช่น Microsoft หรือ Apple ครับ หรือแม้กระทั้งในประเทศไทยหลายๆ บริษัทก็ลงทุนทำทางด้านนี้นับล้านบาทเพื่อพนักงงานครับ เพราะทำให้พนักงานทำงานได้มาก และทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากกว่าอีกด้วยครับ อย่างที่หลายคนบอกว่า “ร่างกายและสุขภาพดี สมองและความคิดมันก็แล่น” ผมว่าเป็นคำพูดที่ไม่ดูเกินเลยไปเลยจริงๆ ครับ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆก็บางให้ให้สามารถหยิบจับได้ง่ายครับ
ภาพที่ 4
ซึ่งอวัยวะของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ คือ ตา ครับ ซึ่งในเมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ หรือเพ่งจอมากๆ นั้นจะทำให้รู้สึกว่าปวดตา อาจทำให้สายตามีปัญหาได้ถ้าเราไม่รู้จักที่จะดูแลและเข้าใจในการถนอมมัน เช่น สายตาสั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นประจำ หรือคนที่เล่นเกม ซึ่งเด็กนักเรียนนักศึกษาเล่นกันมาก บางครั้งการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเล่นจนเกินขอบเขต เกินความพอดี อาจจะทำให้การมองเห็นของเค้านั้นด้อยลงครับ และอีกอย่างคือจากการที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีนักศึกษาเล่นเกมจนช็อตตายคา ร้านอินเตอร์เน็ต การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นั้นซึ่งเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำการพักผ่อนที่เพียงพอครับ ซึ่งเกิดจากการอ่อนล้าจากที่ต้องประสาทสัมผัสต่างๆ ซึ่งต้องตื่นตัวตลอดเวลาทำให้เกิดความเครียดในระดับภายในหรือสมองนั้นเอง ซึ่งเราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่พักสายตา ตรงนี้อาจจะสังเกตจากตาของเราว่าเมื่อใช้ไปนานๆ จะเริ่มปวดตา หรือเริ่มที่จะมึนๆ หรือง่วงนอนแล้ว ซึ่งควรจะหยุด โดยละสายตามองทางอื่น หรือลุกขึ้นไปเพื่อผ่อนคลายก่อน และมองออกไปในที่ไกลๆ เพื่อให้สายตาได้ทำการปรับระยะการมองเห็นบางเพื่อไม่ให้เสื่อม แล้วจึงลงมานั่งทำงานต่อ อย่าฝืนมากเกินไปอาจจะเป็นผลเสียกับตัวเอง อาจจะมองเห็นเป็นภาพเบลอๆ แต่เป็นอาการชั้วคราว สาเหตุก็เกิดจากรังสีออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการที่เกิดขึ้นจากการมองจอภาพเป็นเวลานานๆ นี้เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) และ อีกเรื่องที่ไม่มีใครนั้นสนใจคือการวางจอแสดงผลครับ ควรวางในระดับสายตาครับ ทำให้เราสามารถมองได้ไม่สบายตา ไม่ควรเงือยหน้ามองจอครับหรือก้มหน้ามองมากจนเกินไปครับ เพราะอาจจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนบนบริเวณคอผิดรูปและทำให้ไปกดเส้นประสาททำ ให้เป็นอัมพาตได้ครับ เราควนใส่ใจในด้านนี้ให้มากครับ และควรใช้ Document Holder (ที่หนีบกระดาษด้วยข้างจอ) ช่วยในการพิมพ์งานต่างๆ ครับ เพื่อสะดวกในการพิมพ์งานและมองเอกสารครับ ดังภาพที่ 4
ภาพที่ 5
ซึ่งจากการเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของสุขภาพ (Health Risks) รศ.นพ.กำจรตติยกวี ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางการแพทย์เพื่อประชาชนจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย กล่าวว่า “อาการที่เกิดจากการนั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องนานๆ ” ทางการแพทย์เรียกว่า Repetitive Strain Injury หรือ RSI อาการ นี้จะเกิดขึ้นจากการที่คนเรานั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไม่ถูก สุขลักษณะ เช่น เอามือวางไว้บนคีย์บอร์ด ที่ไม่ถูกต้องปิดข้อมือมากเกินไป และ วางมือไม่ขนานกับในระดับเส้นตรงขนานกับพื้นปกติ แต่เรากลับวางมือแบบคดงอ และไม่มีที่พิงซึ่งตามที่ถูกต้องแล้วที่เก้าอี้นั่งควรมีที่ช่วยพยุงมือ เพื่อให้ขนานกับพื้นและตั้งฉากกับร่างกายครับ เพื่อให้เกิดความสบายใจการทำงานให้มากขึ้นด้วย รวมถึงระยะเวลาที่ควรจะพิมพ์งานและทำงานบนคีย์บอร์ดควรอยู่ที่ 20 – 30 นาที แล้วทำการพักข้อมือเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วย ดังภาพที่ 5
การวางมือที่ถูกต้อง
การวางมือที่ผิด
สรุปได้ว่า RSI นั้น สามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่แขน ข้อมือ ข้อนิ้ว แผ่นหลัง ต้นคอ หัวไหล่และสายตา หากปล่อยไว้นานๆ อาจต้องผ่าตัดเอ็น แม้ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำด้วย IT ต่างๆ นั้นจะได้พยายามผลิตเครื่องป้องกันอันตรายจากคอมพิวเตอร์ ที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์มาแต่ก็มีราคาที่แพงกว่าสินค้าที่ไม่คำนึงถึง ทางด้านนี้มากพอสมควรเลยทีเดียว และทางแก้ในเรื่องนี้นั้นก็ใช้ค่าใช้จ่ายมากอีกด้วย เช่น ใช้เมาส์มีขนานเหมาะสมกับมือของตัวเอง ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป และก่อนที่จะซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์นั้นควรออกแบบ หรือวัดโต๊ะหรือออกแบบโต๊ะที่เหมาะสมกับตัวเองเพื่อวางคอมพิวเตอร์และ เก้าอี้นั่งพิมพ์ให้เหมาะสมกับร่างกาย เราก่อนด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลกับเราในอนาคต ถึงแม้ราคาจะแพงแต่สุขภาพของเราและสภาพร่างกายแล้วคุ้มมากเลย ซึ่งในเมืองไทยยังไม่มีใครเป็น RSI ถึงขั้นร้ายแรงมาก จนเกิดอาการเส้นเอ็นอักเสบจนถึงขั้น ต้องผ่าตัด แต่การผ่าตัดเส้นเอ็นที่พบบ่อยครั้งมากกว่านั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากเรื่องของ การเล่นกีฬามากกว่า สำหรับ RSI ที่เกิดในประเทศไทยยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่แน่ เพราะว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการสะสม เหมือนโรคมะเร็ง หรือโรคทางเดิมหายใจต่างๆ ครับ
ในอเมริกาอาการของโรค RSI เป็นอันดับหนึ่งในส่วนของโรคที่เกิดจากการทำงาน มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 300,000 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2546) อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 20% พนักงานต้องขาดงานโดยเฉลี่ย 30 วันทำงานต่อปี เพื่อรักษาโรคเหล่านี้ ครับ
แม้ขณะนี้ RSI จะยังไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทยในอนาคตคาดว่า คนไทยจะมีเปอร์เซ็นต์จากอาการเจ็บป่วยมากขึ้นอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้ครับ ซึ่งสามารถจากปัญหาข้างต้นครับ
ขอบคุณรูปภาพจาก
– http://www.microsoft.com/hardware/hcg/default.html
– http://eeshop.unl.edu/rsi.html
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจาก
– http://eeshop.unl.edu/rsi.html
ข้อมูลเพิ่มเติมอีกมากมายที่นี่
– http://www.bilbo.com/rsi.html
1. ควรกินอาหารประเภทแป้งอย่าง ขนมปัง ซีเรียล ข้าว และพาสต้า ในอัตรา 6-11 ส่วนต่อวัน ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกกินแบบที่เป็นธัญพืช อย่าง ข้าวโอ๊ตบด หยาบๆ ขนมปังโฮลวีต หรือข้าวกล้องแทนแป้งที่ผ่านกระบวนการมาแล้วจะดีกว่าค่ะ เพราะธัญพืชจะถูกย่อยได้ช้ากว่า ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินที่เพิ่มขึ้น สามารถลดลงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอินซูลินได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ไม่หิวจัด และป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ได้อีกด้วย
2. ในหนึ่งวันควรกินผักอย่างน้อย 3-5 ส่วน และผลไม้ 2-4 ส่วน เพราะการที่กินผักและผลไม้มากๆ จะยิ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ แถมยังช่วยป้องกันคุณจากโรคร้ายต่างๆ อย่างมะเร็ง และความดันเลือดต่ำอีกด้วย จำกัดปริมาณนมและผลิตภัณฑ์ที่มาจากนมอย่าง โยเกิร์ตและชีส ให้อยู่ที่ 2-3 อย่างต่อวัน เพราะนมและผลิตภัณฑ์ที่มาจากนมนั้นจะมีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นม 1 แก้ว จะมีไขมันอิ่มตัวเท่ากับเบคอน 13 ชิ้นทีเดียวค่ะ ซึ่งถ้าหากคุณจะดื่มนม ควรเลือกแบบที่ขาดมันเนยหรือโลว์แฟตจะเวิร์คกว่าค่ะ
3. ควรกินโปรตีนจากปลา เนื้อหมู ไข่ และถั่ว ประมาณ 2-3 ส่วน ต่อวัน เพราะการกินโปรตีนจากเนื้อปลาเป็นประจำจะสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรค หัวใจได้ อีกทั้งโปรตีนจากถั่วจะประกอบด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งดีต่อหัวใจมากๆ ด้วยเช่นกัน สำหรับโปรตีนจากเนื้อไก่และไก่งวงนั้น ถึงแม้จะมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่น้อย แต่ในระยะยาวจะสามารถไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลให้สูงขึ้นได้ค่ะ
4. ปิดท้ายด้วยไขมัน ซึ่งในแต่ละวันคุณควรกิน ไขมันด้วยแต่ในปริมาณที่น้อยมากๆ ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่วนมากจะมาจากผัก เช่น มะกอก ถั่วเหลือง คาโนลา ข้าวโพด และทานตะวัน หรือจากสัตว์อย่างปลาแซลมอน ซึ่งไขมันเหล่านี้จะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่ดีและช่วย ป้องกันโรคหัวใจวายได้ ซึ่งในแต่ละวันคุณควรรับไขมันเข้าไปให้น้อยกว่า 30% ของจำนวนแคลอรีทั้งหมด
ถ้าเป็นกรดไขมัน อิ่มตัวควรรับเข้าไปน้อยกว่า 10% ของจำนวนแคลอรีทั้งหมด กรดไขมัน ไม่อิ่มตัวอย่างPolyunsaturated ควรรับเข้าไปไม่เกิน 10% ของจำนวน แคลอรีทั้งหมด Monounsaturated ควรรับเข้าไปไม่เกิน 10-15% ของจำนวนแคลอรีทั้งหมด และไม่ควรรับคอเลสเตอรอลเกิน 300 มิลลิกรัม ต่อวันค่ะ
ที่มาจาก Woman Plus