อายุ 3-5 ปี
การเปลี่ยนแปลงในเด็กก่อนวัยเรียน
ลูกในวัยนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่เหมาะสมกว่าในวัย 2 ขวบ ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่จะทำให้การมองตนเองและสิ่งรอบตัวแตกต่างไปจากเดิมนั่นคือ เด็กจะมองโดยใช้ความคิดของพ่อแม่เป็นหลัก เด็กจะยึดถือความคิดอุดมคติและข้อห้ามของพ่อแม่ไว้ในตนเอง และเริ่มมีความเข้าใจชัดเจนว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ และนี่คือจุดเริ่มต้นของวินัยและศีลธรรมจรรยา
เด็กวัยนี้เริ่มมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและการควบคุมตนเอง เด็กจะจดจำว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตามที่พ่อแม่สอน และพยายามทำในสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เช่น หากเด็กมีความปรารถนาบางประการ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจก็จะมาตรวจสอบความปรารถนาว่าเหมาะสมหรือไม่ และเด็กจะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นหากตนไปทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ

ให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม
ลูกในวัยนี้เข้าใจภาษามากขึ้นแล้ว คุณจึงสามารถอธิบายเหตุผลได้มากขึ้น แต่ก็ควรให้เหตุผลแบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
แม่พาติ๋มอายุ 4 ขวบมาหาหมอ บอกว่าลูกก้าวร้าวและชอบตีน้อง แม่อธิบายจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว แต่ลูกก็ไม่ฟังเลย
หมอถามว่าแม่อธิบายอย่างไรเวลาลูกอารมณ์เสียและตีน้อง แม่บอกว่า “ก็พูดว่าติ๋มอย่าโมโหซิลูก การโมโหแปลว่า เราปล่อยให้ความมืดเข้ามาในใจเรา และการที่ตีน้องมันก็เป็นบาป ลูกไม่ควรทำ”
อายุ 4 ขวบอย่างติ๋มนี้ยังไม่เข้าใจคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปมัยต่างๆ เช่น เปรียบเทียบ “ความมืด” ว่าหมายถึง สิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ อันที่จริงเด็กวัยนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” หมายความว่าอย่างไร “บาป” กับ “บุญ” เป็นอย่างไร เด็กเล็กๆรู้แค่ว่า ทำอะไรแล้วพ่อแม่พอใจ เท่านั้น ดังนั้นควรให้เหตุผลสั้นๆว่า “ติ๋มอย่าตีน้อง เพราะแม่ไม่ชอบ” ติ๋มก็จะหยุดตีน้อง เพราะโดยทั่วไป เด็กๆมักอยากทำสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เหตุผลง่ายๆก็คือ เด็กต้องการให้พ่อแม่รักและยอมรับนั่นเอง

ลูกดื้อ
ความดื้อเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กปกติ เด็กทุกคนต้องมีความดื้อบ้างไม่มากก็น้อย บางคนอาจมีนิสัยไม่ชอบทำตามคำสั่ง บางคนอาจเถียงเก่งแบบ “คำไม่ตกฟาก” อาการดื้อไม่ค่อยเชื่อฟังนี้มักเกิดใน 2 ช่วง คือ ราวอายุ 2-5 ขวบ และเมื่อเริ่มเข้าวัยรุ่น ในช่วงอายุนี้เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง(autonomy) เริ่มรู้สึกพึ่งพาตนเองได้ ทำอะไรเองก็ได้ตามใจชอบ เด็กจะตั้งคำถามบ่อยๆว่า “ทำไมหนูต้องทำอย่างนั้นด้วย” หรือพูดบ่อยๆว่า “ผมจะไม่ทำ” เด็กต้องการทดสอบกฎระเบียบของผู้ใหญ่ รวมทั้งความอดทนที่ผู้ใหญ่มีต่อเขา ในทั้งสองช่วงนี้ พ่อแม่ไม่ควรกังวลมากจนเกินไปว่าความดื้อนั้นเป็นสิ่งที่ผิดปกติ แต่คุณจะต้องหาทางควบคุมไม่ให้มันเกินเลยไป

การออกคำสั่งห้าม
การออกคำสั่งห้ามและกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมว่า ลูกทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆ เพราะการสั่งห้ามเป็นสิ่งที่จะปกป้องเด็กจากอันตราย เมื่อคุณจำเป็นต้องออกคำสั่งลูก จงกระทำอย่างหนักแน่นแต่อ่อนโยนและสุภาพ บางทีลูกอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลลึกซึ้งมากมาย แต่ลูกก็จะมีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย เมื่อรู้ว่าทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ อย่าพูดอย่างไม่แน่ใจหรืออ้อมแอ้ม คำสั่งที่ชัดเจนและสั้นๆจะช่วยให้ลูกเข้าใจง่ายและกระทำตามได้มากกว่าคำอธิบายที่ยืดยาว
คุณไม่ควรออกคำสั่งห้ามบ่อยๆ ทางที่ดีคุณควรหาวิธีช่วยป้องกันไม่ให้ลูกทำผิดหรือทำสิ่งที่เป็นอันตราย เช่นคุณควรจะเก็บข้าวของที่เป็นอันตราย เช่นมีด หรือของที่อาจจะแตกหักง่ายไปให้พ้นมือของลูก การสั่งห้ามบ่อยๆ จะทำให้ลูกหงุดหงิดใจได้ และอาจทำให้ลูกเกิดความกลัวไม่กล้าทำอะไร และกลายเป็นเด็กขี้กลัวในที่สุด

เมื่อลูกขัดคำสั่ง
บางครั้งลูกก็ขัดขืนคำสั่ง ไม่ใช่เพราะลูกอยากจะต่อต้านคุณ แต่ลูกอยากจะทดสอบว่าคุณจริงจังกับคำสั่งหรือข้อห้ามที่ตั้งขึ้นมาหรือไม่ วิธีที่ดีที่สุด คือ คุณต้องหนักแน่นและเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อสั่งแล้วลูกไม่ทำก็จงพูดอย่างหนักแน่นอีกครั้ง และถ้าลูกไม่ทำอีกก็จงจัดการให้ลูกทำตามอย่างสงบ เช่น หากสั่งให้ลูกปิดโทรทัศน์ 2 ครั้งแล้วลูกยังไม่ทำตาม คุณก็จงเดินไปที่โทรทัศน์แล้วปิดเสียเอง หรือไม่ก็จับมือลูกเดินไปที่โทรทัศน์ด้วยกันแล้วเอามือของลูกไปปิดสวิทช์โทรทัศน์ พร้อมบอกกับลูกว่า “เมื่อแม่สั่งให้ปิดทีวี หนูต้องทำตามคำสั่งของแม่” หลักสำคัญคือ เมื่อลูกไม่เชื่อฟังแล้วอย่าปล่อยไว้เฉยๆ พยายามจัดการให้ลูกทำตามคำสั่งให้ได้ แต่จงทำอย่างสงบ อย่าโกรธหรือใช้วิธีลงโทษรุนแรง พ่อแม่ที่โกรธและต้องลงโทษรุนแรงนั้นเป็นเพราะเขาอดทนมาก รอจนสั่งครั้งที่ 10 แล้วลูกไม่เชื่อจึงค่อยจัดการกับลูก และการจัดการเมื่อคุณรอจนถึงครั้งที่10 นั้น จะลงเอยด้วยความโกรธและการตีลูกแรงเสมอ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อลูกอารมณ์เสียและอาละวาดบ่อยๆ
1. หาสาเหตุ นอกเหนือไปจากการหงุดหงิดเพราะถูกขัดใจแล้ว บางทีลูกอาจจะเหนื่อย เพลีย หิวหรือไม่สบาย ถ้าคุณแก้ปัญหานั้นได้ อาการอารมณ์เสียก็จะหายไป
2. เบี่ยงเบนความสนใจ เช่นถ้าลูกกำลังอาละวาดเนื่องจากถูกน้องแย่งของ คุณก็อาจจะชวนลูกเล่นอย่างอื่น หรือพาลูกไปดูรถที่หน้าบ้าน
3. เพิกเฉย ถ้าคุณไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจลูกได้แล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น ในที่สุดลูกก็จะเรียนรู้ว่าการอาละวาดอย่างนั้นไม่มีประโยชน์
4. แยกเด็กออกไปอยู่ต่างหาก หรือใช้วิธี time out
5. ทำบันทึกเกี่ยวกับการอาละวาดของลูก จะทำให้คุณเข้าใจปัญหามากขึ้น เช่นลูกอาละวาดทุกครั้งที่มีน้องเข้ามายุ่งด้วย คุณก็ต้องแก้ปัญหาโดยไม่ให้น้องเข้ามายุ่งกับพี่มากเกินไป
6. สอนลูก เมื่อไรก็ตามที่ลูกอารมณ์ดี จงฉวยโอกาสสอนลูกถึงพฤติกรรมดีๆที่คุณต้องการให้ลูกทำ

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีวินัย วินัยทำให้บุคคลพัฒนาไปอย่างเหมาะสม ใช้ศักยภาพของตนได้เต็มที่และดำรงอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง

การฝึกวินัยไม่ใช่การเลี้ยงลูกอย่างเข้มงวด จงเดินทางสายกลาง อย่าเข้มงวดมากเกินไป และอย่าตามใจมากเกินไป
ที่มา http://go2pasa.ning.com/forum/topics/2456660:Topic:130663?commentId=2456660%3AComment%3A131096

no comment
ปัญหาส้วม
Posted by eanic at 10:54 am in บ้านน่าอยู่

Q : ชักโครกกดไม่ลง เต็มบ่อย ส้วมตัน มีวิธีแก้ไขอย่างไร?

A : สาเหตุของชักโครกกดไม่ลง ราดไม่ลง หรือส้วมเต็มบ่อย ส้วมตัน อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

1. ท่อตัน
แก้ไขด้วยตัวเองด้วยการใช้ไม้ลูกยางปั๊ม ปั๊มลงไปที่คอห่านหลายๆครั้ง หรือให้บริษัทรับแก้ไขปัญหาท่อมาทะลวงท่อด้วยเครื่องมือพิเศษ

2. ส้วมเต็ม
แก้ไขด้วยการดูดของเสียในถังส้วมทิ้ง

3. ท่อระบายอากาศของระบบอุดตัน
แก้ไขด้วยการทำความสะอาดท่อระบายอากาศ ขนาดท่อไม่ควรเล็กกว่า 2 นิ้ว และมีควรมีตาขายกันแมลงที่ปลายท่อ

4. น้ำท่วม เมื่อน้ำท่วมบ้านหรือถนนหน้าบ้าน ถังส้วมอาจไม่สามารถระบายน้ำในระบบออกมาสู่ท่อระบายน้ำทิ้งสาธารณะได้
แก้ไขด้วยการรอน้ำลด

5. บ่อเกรอะ-บ่อซึมไม่ระบายน้ำ บ้านที่ใช้ถังส้วมแบบบ่อเกรอะ-บ่อซึม (บ่อซีเมนต์แบบวงกลมวางซ้อนกัน) ถ้าบริเวณที่ฝังไม่สามารถระบายน้ำได้ดี เนื่องจากมีน้ำท่วมขัง, มีสิ่งก่อสร้างจากการต่อเติมไปทับ…ฯลฯ น้ำในถังจะเต็มเร็วและราดส้วมไม่ลง
แก้ไขด้วยการเปลี่ยนบ่อเกรอะ-บ่อซึม เป็นถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป (Waste Water Treatment Tank, Septic Tank)

6. เชื้อจุลินทรีย์ในบ่อเกรอะ-บ่อซึมไม่ทำงาน ในระบบของบ่อเกรอะ-บ่อซึม ควรมีจุลินทรีย์ที่จะคอยกินสิ่งปฎิกูลทั้งหลายในบ่อ แต่จุลินทรีย์มักจะตายเมื่อโดนน้ำยาล้างห้องน้ำที่ใช้ล้างส้ม ทำให้ส้วมเต็มเร็ว
แก้ไขด้วยการซื้อจุลินทรีย์มาเติม

7. เชื้อจุลินทรีย์ในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปไม่ทำงาน ในระบบของถังควรมีจุลินทรีย์ที่จะคอยกินสิ่งปฎิกูลทั้งหลายในถัง แต่จุลินทรีย์มักจะตายเมื่อโดนน้ำยาล้างห้องน้ำที่ใช้ล้างส้วม ทำให้ส้วมเต็มเร็ว
แก้ไขด้วยการซื้อ จุลินทรีย์มาเติม แต่ถ้าเป็นถังที่มีระบบเครื่องกลอ็อกซิเจน (ใช้ช่วยในการย่อยสลาย) เครื่องกลอาจไม่ทำงาน ลืมเปิดเครื่องหรือต้องซ่อมแซมเนื่องจากเสียหายหรือไฟฟ้าไม่เข้า

8. ขนาดของถังส้วมอาจไม่เหมาะสมกับปริมาณผู้ใช้งาน
แก้ไขด้วยการใช้ขนาดของถังส้วมที่เหมาะสมต่อจำนวนคนที่จะใช้
ผู้ใช้ 1-6 คนควรใช้ถังส้วมขนาด 600 ลิตร
ผู้ใช้ 8-10 คนควรใช้ถังส้วมขนาด 800 ลิตร
ผู้ใช้ 11 คนควรใช้ถังส้วมขนาด 1000 ลิตร
ผู้ใช้ 13 คนควรใช้ถังส้วมขนาด 1200ลิตร
ผู้ใช้ 17 คนควรใช้ถังส้วมขนาด 1600 ลิตร
ผู้ใช้ 22 คนควรใช้ถังส้วมขนาด 2000 ลิตร

ความรู้เรื่องปัญหาส้วมจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baansuansabuy&month=09-2009&date=20&group=7&gblog=12

no comment
ส้วมตัน
Posted by eanic at 9:14 pm in บ้านน่าอยู่

อาการ “ ท่อส้วมตัน ” นั้น ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นก็มีสาเหตุ จากการใช้งาน ที่มีการทิ้งสิ่งของที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ลงไปในโถส้วม แล้วก็เกิดตกค้างอยู่ไม่สามารถระบายไปจนถึงถังบำบัดได้ หรือ เกิดจากปัญหาทางเทคนิค คือความลาดเอียงของท่อไม่พอที่จะระบายของเสียลงสู่ถังบำบัด เมื่อสะสมอยู่ในท่อนานๆ เข้าก็อุดตันได้เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาท่อส้วมตันขั้นแรกที่ง่ายที่สุดรีบฉวยอุปกรณ์สามัญประจำส้วม ลูกยางปั้ม ปั้มๆๆ อัดๆๆ ดันๆๆ ของเสีย ให้ทะลุทะลวงผ่านออกไปให้ได้ แรงอัดอากาศจะดันเอาสิ่งอุดตันนั้นออกไปให้ภายในท่อโล่งโปร่งและระบายของเสียได้คล่องเป็นปกติ แต่คราวนี้ก็จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานให้มากขึ้นด้วยนะครับ

และถ้าหากว่าปัญหาส้วมตันไม่ได้เกิดจาก 2 สาเหตุข้างต้น ให้ตั้งข้อสังเกตไปที่ ระบบบำบัด ละครับว่าอาจจะมีปํญหา ซึ่งถ้าระบบบำบัดของเรายังเป็นแบบ บ่อเกราะบ่อซึม อยู่นั้น โอกาสที่ส้วมจะเต็มและทำให้ท่อส้วมตันนั้นเป็นไปได้สูงมาก ทางแก้ก็คือใช้บริการรถเทศบาลให้เขามาสูบส้วมบ้านเราทิ้งไปบ้าง แต่หากว่าสูบส้วมทิ้งไปแล้วพักเดียวก็กลับมาตันอีกคราวนี้ก็คงจะต้องสำรวจ ระบบบ่อเกราะซึมให้ละเอียดอีกทีหากใช้การไม่ได้แล้วจริงๆ ก็อาจจะต้องถึงขั้นที่เปลี่ยนระบบบำบัดไปใช้ระบบ ถังบำบัดสำเร็จรูป นั่นทีเดียวหล่ะครับ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องนอนฝันร้าย ทุกคืนๆๆๆ

ที่มา จากหนังสือร้อยพันปัญหาในการก่อสร้าง เรียบเรียงโดย นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

no comment

โมเม บล็อค