ฉลาดเลือก : จอ LCD มีความจำเป็นไหม แล้วถ้าจะใช้ควรเลือกแบบไหนดี

ศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้เกริ่นเปิดเรื่องวิธีเลือกจอ LCD ในแบบเริ่มต้นไปแล้ว สัปดาห์นี้เราจะมาต่อเรื่อง วิธีการดูสเปกของจอ LCD เวลาเลือกซื้อว่า ควรดูที่ตรงไหน และพิจารณาส่วนใดเป็นพิเศษ เพราะถึงแม้ว่าจอ LCD จะมีหน้าตาและรูปร่างคล้ายกัน แต่คุณสมบัติและความสามารถก็แตกต่างกันไปตามราคา คุณภาพวัสดุที่ใช้ผลิต และความสามารถในการแสดงผล เดี๋ยวเราจะมาไล่ดูกันทีละเสปก

ก่อน อื่น หลายคนสงสัยว่า เรื่องความทนทานของจอ LCD นั้น เมื่อเทียบกับจอ CRT แล้วจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องบอกว่า ปัจจุบันนี้ อายุการใช้งานของตัวจอ LCD และแบ็กไลท์ของมันนั้น จะมีช่วงของเวลาอยู่ที่ 6-8 หมื่นชั่วโมงใช้งาน นั่นหมายถึงถ้าจอผ่านการ QC มาอย่างดี และมีสภาพการใช้งานปกติ คือเปิดใช้งาน 8 ชม.ต่อวัน ก็จะสามารถใช้ได้มากกว่า 20-25 ปี ในขณะที่จอแบบ CRT ส่วนใหญ่พอใช้ไปสัก 5-6 ปีก็เริ่มจะออกอาการเจแล้ว คือ รวน ภาพไม่นิ่ง หรือไม่ก็สีเพี้ยน แต่สำหรับ LCD แล้วโอกาสเกิดขึ้นนั้นยากกว่า ดังนั้น ผมเลยตั้งข้อสันนิษฐานว่า ด้วยความทนทานนี่เอง ในอนาคตอันใกล้นี้ จอ LCD มือสองน่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจพอสมควรสำหรับคนที่มีงบประมาณไม่มาก

กลับมาที่เรื่องสเปกกันครับ เรามาดูว่า จอ LCD จะมีสเปกอะไรที่ควรดูบ้าง

Aspect Ratio : อันนี้เป็นค่าที่จะบอกว่า จอของเรามีรูปทรงของการแสดงผลเป็นอย่างไร เช่น มาตรฐานของมอนิเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปนี้จะอยู่ที่ 4:3 คือ ด้านกว้าง 4 ต่อความสูง 3 ส่วน แต่ถ้าเป็นจอภาพแบบ Wide screen ก็จะมีสัดส่วนเป็น 16 : 9 คือ เป็นจอทรงยาวเหมาะกับการเอามาดูภาพยนตร์มากกว่าทำงานทั่วไป ข้อดีคือ ถ้าเป็นจอ Wide ขนาด 17 นิ้ว ก็มีพื้นที่ในการแสดงผลมากกว่าจอ 15 นิ้วธรรมดามากกว่า 120 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าตัวที่แพงกว่าพอสมควร

Resolution : ค่าความละเอียดการแสดงผล ขึ้นอยู่กับขนาดที่เหมาะสมด้วย เช่น ถ้าเป็นมอนิเตอร์ขนาด 15 นิ้ว ค่าความละเอียดที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 1,024×768 พิกเซล แต่ถ้าเป็น 17 นิ้วก็อาจจะเป็นค่าเดียวกันหรือสูงกว่าคือ 1,280×1,024 พิกเซล เรื่องนี้สำคัญทีเดียว เพราะสำหรับ LCD นั้นเราต้องเลือกค่าความละเอียดที่เหมาะกับการทำงานของเราก่อนซื้อ เนื่องจากเป็นแบบ Fixed Pixel คือ ถ้าโรงงานเซตมาที่เหมาะสมเท่าไหร่ นั่นคือค่าจริงที่มอนิเตอร์จะแสดงผลได้ลงตัว และชัดเจนที่สุด (ในขณะที่ค่าอื่นเป็นการจำลองการทำงาน ถ้าเลือกใช้จะทำให้ภาพออกมาดูเบลอได้) ทั้งนี้ในกรณีที่คุณเอามาใช้ทำงานทั่วไป เช่น งานออฟฟิศ เล่นเน็ต ดูหนัง เล่นเกม ฯลฯ ค่าความละเอียด 1,024×768 จะเหมาะสมมากที่สุด แต่ถ้าเอามาใช้ในการออกแบบ งาน CAD-CAM หรือ กราฟิก ค่าความละเอียดที่สูงระดับ 1,600×1,200 พิกเซล (จอขนาด 19 นิ้ว) ก็น่าจะเหมาะสมและลงตัวมากกว่า

View Angle : เป็นค่าของมุมมองที่สามารถมองจอมอนิเตอร์เห็นชัดเจน ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 120-140 องศา วิธีวัดก็คือ ให้เรายืนอยู่ตรงหน้าจอเป็นแนวตรง แล้วเอาตัวเลขมุมมองที่ได้มาหารสอง เช่น ถ้าจอที่เราจะซื้อมีมุมมองที่ 140 ก็คือ ให้แยกเป็น ซ้าย 70 และขวา 70 นั่นคือมุมมองที่สามารถมองจอในด้านข้างได้ชัดเจน ถ้าเกินกว่านั้นก็จะเริ่มมองไม่ชัด หรือมองไม่เห็นเลย สำหรับจอ LCD ที่ดีนั้น ควรมีมุมมองที่กว้างทั้งแนวตั้งและแนวนอน เพราะในกรณีที่นั่งดูคนเดียวก็คงไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่ในบางครั้งที่ต้องดูจอมากกว่า 1 คน เช่น การพรีเซ็นเทชัน หรือโชว์อะไรให้ใครดู ก็คงไม่สะดวกนักถ้าต้องมาหมุนจอไปมาเพื่อให้คนอื่นมองเห็นด้วย ค่า View angle นี้ใช้ได้กับจอ LCD ทั้งของเดสก์ทอป และโน้ตบุ๊ก

Contrast Ratio : ค่าความสว่าง ที่มีตัวเลขออกมาเป็น 250 : 1 หรือ 400 : 1 ค่านี้คือค่าความต่างที่มอนิเตอร์ตัวนั้นสามารถแสดงผลสีขาวที่สว่างที่สุด กับสีดำที่มืดที่สุด ค่ายิ่งมากก็ยิ่งดี เพราะจะชี้ให้เห็นว่าจอนั้นสามารถแสดงผลได้ชัดเจน แม้ว่าจะมีแสงจากภายนอกมารบกวนได้ดีกว่า ส่วนใหญ่จอ LCD นั้นแม้แต่จอที่ราคาถูก ๆ คุณภาพปานกลางก็จะแสดงผลในห้องที่มีแสงน้อยได้ดีมากอยู่แล้ว แต่กลุ่มนี้พอมาอยู่ในห้องที่มีแสงมาก หรือใช้ร่วมกับการแสดงผลที่มีภาพเคลื่อนไหวตลอด เช่น การเล่นเกม การดูหนัง ฯลฯ ก็มักจะมองยาก หรือมองแทบไม่เห็นเลย ซึ่งเสียสายตามากทีเดียว ดังนั้น ในงบประมาณที่เท่ากัน ควรเลือกซื้อจอที่มีค่า Contrast Ratio สูงที่สุด จะดีกว่า

สัปดาห์หน้ามาต่อกันในตอนจบของ จอ LCD ครับ.
ที่มา http://www.dailynews.co.th/it/each.asp?newsid=65401

no comment

จอภาพแสดงผล ซึ่งสำหรับคอมพิวเตอร์ notebook แล้ว เราก็คงรู้จักและได้สัมผัสกับจอภาพแสดงผลแบบทึ่เราเรียกกันว่า LCD นะครับ ซึ่ง เทคโนโลยีขอมอนิเตอร์ LCD (Liquid Crystal Display) ในวันนี้เปลี่ยนไปเป็นแบบ LED (Light Emitting Diode) ซึ่งเราจะเห็นมีการโฆษณาและวางจำหน่ายกันอย่างกลาดเกลื่อนกันแล้วนะครับ
LCD กับ LED ต่างกันอย่างไร?

# ทคโนโลยีด้านการให้ภาพ นั้น จอ LCD จะด้อยกว่ามาก เพราะต้องใช้ Backlit หรือเรียกว่า CCFL (Cold Cathode Florescent Lamp) เป็นแหล่งกำเนิดแสงสว่างสีขาวอยู่ด้านหลัง ซึ่งหากหลอด CCFL จะสาดแสงขึ้นไปยังทางด้านหลังของจอภาพ และมีการสะท้อนในแผ่นฟิลม์ที่บรรจุอยู่ภายในตัวจอ(หากได้เคยถอดแยกชิ้นดูจะ เห็นนะครับ)
# เทคโนโลยีของทางด้าน จอ LED นั้น จะใช้หลด LED ขนาดเล็กที่สามารถให้แสงสว่าง ซึ่งจุดเด่นของการใช้ LED ก็คือ แสงที่สว่างสดใสกว่า มีความคมชัดมากกว่า ทำงานเร็ว (ไดนามิกของแสง) และก็ประหยัดไฟกว่า น้ำหนักเบากว่า สามารถมองด้านมุมต่างๆทั้งสี่ด้านของจอ ภาพก็ยังมองชัดเจนอยู่ครับ

ต้องขอบอกนิดนึงนะครับว่าทั้ง 2แบบเป็นจอ LCD ทั้งคู่
แต่ว่าในรุ่นใหม่ เราได้เปลี่ยนหลอด ไฟด้านหลังจากฟูออเรสเช็น(CCFL)ไปเป็นหลอด LED(Ligh Emitting Diode)ครับดูรูปสุดท้ายเป็นตัวอย่างครับ เราเลยเรียกกันติดปากวาจอLEDครับ
ถ้าเป็นLEDจิงๆจะเป็นจอแบบOLEDครับ(Organic Light Emitting Diode)ครับ
โซนี่เป็นผู้พัฒนาอยู่ครับมีปล่อยออกมาใช้แล้วในอุปกรณ์บางรุ่นของโซนี่ครับ
LED ดีอย่างไร?
1.ประหยัดไฟกว่าเห็นๆ 40-60%แล้วแต่ค่ายผู้ผลิต
2.ความร้อนน้อยกว่าเห็นได้อย่างชัดเจน
3.ความคมชัดสูงกว่าแบบธรรมดา(เพราะความแตกต่างระหว่ามืดสนิทกับขาวสุดมีค่าความต่างกันมากสังเกตุที่ค่าContrastครับ)
4.ทำให้ออกแบบได้บางกว่าแบบธรรมดา ครับ เลยทำให้น้ำหนักเบากว่าตามไปด้วย

จากนี้ไปLCD Monitor คงเป็นแบบ LED เทคโนโลยี่มากขึ้นแน่นอนครับ
ที่มา http://repair-notebook.com/2010/01/21/%E0%B8%88%E0%B8%AD-led-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-lcd-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3/

no comment

หากท่านกำลังคิดจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สักเครื่อง กำลังลังเล ระหว่าง notebook หรือ เครื่องตั้งโต๊ะดี เดี๋ยวราคาห่างกันไม่มาก หรือ บางครั้งก็พอๆ กันเลย สำหรับการใช้งานปกติ พิมพ์งาน เล่นเนต เลือกสเปกไหนก็ได้ เน้นราคา และคุณภาพเครื่องดีกว่า ในกรณีเครื่องตั้งโต๊ะ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประกอบเอง ไม่ใช่แบรนแนม ราคาประหยัด แต่พอใช้เกิน 3 ปีเริ่มมีปัญหาครับ ควรเลือกมือสองเครื่องแบรนแนมก็คุ้มค่านะครับ แต่ในกรณี notebook ขึ้นอยู่กับการใช้งาน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ภายในปกติอายุประมาณ 4-5ปีเลยทีเดียว เพราะประกอบมาอย่างลงตัว หากไม่เคลื่อนย้ายบ่อยคงไม่มีปัญหาอะไร ระหว่างเรื่องภายนอก เช่น จอ คีย์บอร์ด ไดร์ซีดี อุปกรณ์ใช้งานบ่อยย่อมเสื่อมได้เป็นธรรมดา ส่วนแบตเตอรี่ เสื่อมแน่นอนเมื่อผ่าน 2ปีไปแล้ว ผมเลือก notebook เพราะใช้งานไม่หนัก เครื่องไม่ค่อยมีปัญหานัก อาจจะมีบ้าง เช่น จอเริ่มสีจางลง แบตเตอรี่เก็บไฟไม่นานพอ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้หาเปลี่ยนได้ เช่น จอ เปลี่ยนครั้ง 3000 เปลี่ยนเองไม่ยาก แบตเตอรี่เปลี่ยนไส้ได้ประหยัดดี ราคาประมาณ 1800 อาจจะได้ดีกว่าเก่า คีย์บอร์ดก็มีเปลี่ยน ราคาประมาณ 1600 แม้ว่าจะแพงกว่า pc แต่พกพาสะดวก กินไฟน้อย อุปกรณ์ไม่ค่อยมีปัญหา ก็คุ้มค่าที่จะเลือกครับ

no comment

โมเม บล็อค