อายุ 3-5 ปี
การเปลี่ยนแปลงในเด็กก่อนวัยเรียน
ลูกในวัยนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่เหมาะสมกว่าในวัย 2 ขวบ ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่จะทำให้การมองตนเองและสิ่งรอบตัวแตกต่างไปจากเดิมนั่นคือ เด็กจะมองโดยใช้ความคิดของพ่อแม่เป็นหลัก เด็กจะยึดถือความคิดอุดมคติและข้อห้ามของพ่อแม่ไว้ในตนเอง และเริ่มมีความเข้าใจชัดเจนว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ และนี่คือจุดเริ่มต้นของวินัยและศีลธรรมจรรยา
เด็กวัยนี้เริ่มมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและการควบคุมตนเอง เด็กจะจดจำว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตามที่พ่อแม่สอน และพยายามทำในสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เช่น หากเด็กมีความปรารถนาบางประการ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจก็จะมาตรวจสอบความปรารถนาว่าเหมาะสมหรือไม่ และเด็กจะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นหากตนไปทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ
ให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม
ลูกในวัยนี้เข้าใจภาษามากขึ้นแล้ว คุณจึงสามารถอธิบายเหตุผลได้มากขึ้น แต่ก็ควรให้เหตุผลแบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
แม่พาติ๋มอายุ 4 ขวบมาหาหมอ บอกว่าลูกก้าวร้าวและชอบตีน้อง แม่อธิบายจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว แต่ลูกก็ไม่ฟังเลย
หมอถามว่าแม่อธิบายอย่างไรเวลาลูกอารมณ์เสียและตีน้อง แม่บอกว่า “ก็พูดว่าติ๋มอย่าโมโหซิลูก การโมโหแปลว่า เราปล่อยให้ความมืดเข้ามาในใจเรา และการที่ตีน้องมันก็เป็นบาป ลูกไม่ควรทำ”
อายุ 4 ขวบอย่างติ๋มนี้ยังไม่เข้าใจคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปมัยต่างๆ เช่น เปรียบเทียบ “ความมืด” ว่าหมายถึง สิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ อันที่จริงเด็กวัยนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” หมายความว่าอย่างไร “บาป” กับ “บุญ” เป็นอย่างไร เด็กเล็กๆรู้แค่ว่า ทำอะไรแล้วพ่อแม่พอใจ เท่านั้น ดังนั้นควรให้เหตุผลสั้นๆว่า “ติ๋มอย่าตีน้อง เพราะแม่ไม่ชอบ” ติ๋มก็จะหยุดตีน้อง เพราะโดยทั่วไป เด็กๆมักอยากทำสิ่งที่พ่อแม่พอใจ เหตุผลง่ายๆก็คือ เด็กต้องการให้พ่อแม่รักและยอมรับนั่นเอง
ลูกดื้อ
ความดื้อเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กปกติ เด็กทุกคนต้องมีความดื้อบ้างไม่มากก็น้อย บางคนอาจมีนิสัยไม่ชอบทำตามคำสั่ง บางคนอาจเถียงเก่งแบบ “คำไม่ตกฟาก” อาการดื้อไม่ค่อยเชื่อฟังนี้มักเกิดใน 2 ช่วง คือ ราวอายุ 2-5 ขวบ และเมื่อเริ่มเข้าวัยรุ่น ในช่วงอายุนี้เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง(autonomy) เริ่มรู้สึกพึ่งพาตนเองได้ ทำอะไรเองก็ได้ตามใจชอบ เด็กจะตั้งคำถามบ่อยๆว่า “ทำไมหนูต้องทำอย่างนั้นด้วย” หรือพูดบ่อยๆว่า “ผมจะไม่ทำ” เด็กต้องการทดสอบกฎระเบียบของผู้ใหญ่ รวมทั้งความอดทนที่ผู้ใหญ่มีต่อเขา ในทั้งสองช่วงนี้ พ่อแม่ไม่ควรกังวลมากจนเกินไปว่าความดื้อนั้นเป็นสิ่งที่ผิดปกติ แต่คุณจะต้องหาทางควบคุมไม่ให้มันเกินเลยไป
การออกคำสั่งห้าม
การออกคำสั่งห้ามและกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมว่า ลูกทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆ เพราะการสั่งห้ามเป็นสิ่งที่จะปกป้องเด็กจากอันตราย เมื่อคุณจำเป็นต้องออกคำสั่งลูก จงกระทำอย่างหนักแน่นแต่อ่อนโยนและสุภาพ บางทีลูกอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลลึกซึ้งมากมาย แต่ลูกก็จะมีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย เมื่อรู้ว่าทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ อย่าพูดอย่างไม่แน่ใจหรืออ้อมแอ้ม คำสั่งที่ชัดเจนและสั้นๆจะช่วยให้ลูกเข้าใจง่ายและกระทำตามได้มากกว่าคำอธิบายที่ยืดยาว
คุณไม่ควรออกคำสั่งห้ามบ่อยๆ ทางที่ดีคุณควรหาวิธีช่วยป้องกันไม่ให้ลูกทำผิดหรือทำสิ่งที่เป็นอันตราย เช่นคุณควรจะเก็บข้าวของที่เป็นอันตราย เช่นมีด หรือของที่อาจจะแตกหักง่ายไปให้พ้นมือของลูก การสั่งห้ามบ่อยๆ จะทำให้ลูกหงุดหงิดใจได้ และอาจทำให้ลูกเกิดความกลัวไม่กล้าทำอะไร และกลายเป็นเด็กขี้กลัวในที่สุด
เมื่อลูกขัดคำสั่ง
บางครั้งลูกก็ขัดขืนคำสั่ง ไม่ใช่เพราะลูกอยากจะต่อต้านคุณ แต่ลูกอยากจะทดสอบว่าคุณจริงจังกับคำสั่งหรือข้อห้ามที่ตั้งขึ้นมาหรือไม่ วิธีที่ดีที่สุด คือ คุณต้องหนักแน่นและเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อสั่งแล้วลูกไม่ทำก็จงพูดอย่างหนักแน่นอีกครั้ง และถ้าลูกไม่ทำอีกก็จงจัดการให้ลูกทำตามอย่างสงบ เช่น หากสั่งให้ลูกปิดโทรทัศน์ 2 ครั้งแล้วลูกยังไม่ทำตาม คุณก็จงเดินไปที่โทรทัศน์แล้วปิดเสียเอง หรือไม่ก็จับมือลูกเดินไปที่โทรทัศน์ด้วยกันแล้วเอามือของลูกไปปิดสวิทช์โทรทัศน์ พร้อมบอกกับลูกว่า “เมื่อแม่สั่งให้ปิดทีวี หนูต้องทำตามคำสั่งของแม่” หลักสำคัญคือ เมื่อลูกไม่เชื่อฟังแล้วอย่าปล่อยไว้เฉยๆ พยายามจัดการให้ลูกทำตามคำสั่งให้ได้ แต่จงทำอย่างสงบ อย่าโกรธหรือใช้วิธีลงโทษรุนแรง พ่อแม่ที่โกรธและต้องลงโทษรุนแรงนั้นเป็นเพราะเขาอดทนมาก รอจนสั่งครั้งที่ 10 แล้วลูกไม่เชื่อจึงค่อยจัดการกับลูก และการจัดการเมื่อคุณรอจนถึงครั้งที่10 นั้น จะลงเอยด้วยความโกรธและการตีลูกแรงเสมอ
ข้อควรปฏิบัติเมื่อลูกอารมณ์เสียและอาละวาดบ่อยๆ
1. หาสาเหตุ นอกเหนือไปจากการหงุดหงิดเพราะถูกขัดใจแล้ว บางทีลูกอาจจะเหนื่อย เพลีย หิวหรือไม่สบาย ถ้าคุณแก้ปัญหานั้นได้ อาการอารมณ์เสียก็จะหายไป
2. เบี่ยงเบนความสนใจ เช่นถ้าลูกกำลังอาละวาดเนื่องจากถูกน้องแย่งของ คุณก็อาจจะชวนลูกเล่นอย่างอื่น หรือพาลูกไปดูรถที่หน้าบ้าน
3. เพิกเฉย ถ้าคุณไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจลูกได้แล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น ในที่สุดลูกก็จะเรียนรู้ว่าการอาละวาดอย่างนั้นไม่มีประโยชน์
4. แยกเด็กออกไปอยู่ต่างหาก หรือใช้วิธี time out
5. ทำบันทึกเกี่ยวกับการอาละวาดของลูก จะทำให้คุณเข้าใจปัญหามากขึ้น เช่นลูกอาละวาดทุกครั้งที่มีน้องเข้ามายุ่งด้วย คุณก็ต้องแก้ปัญหาโดยไม่ให้น้องเข้ามายุ่งกับพี่มากเกินไป
6. สอนลูก เมื่อไรก็ตามที่ลูกอารมณ์ดี จงฉวยโอกาสสอนลูกถึงพฤติกรรมดีๆที่คุณต้องการให้ลูกทำ
พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีวินัย วินัยทำให้บุคคลพัฒนาไปอย่างเหมาะสม ใช้ศักยภาพของตนได้เต็มที่และดำรงอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง
การฝึกวินัยไม่ใช่การเลี้ยงลูกอย่างเข้มงวด จงเดินทางสายกลาง อย่าเข้มงวดมากเกินไป และอย่าตามใจมากเกินไป
ที่มา http://go2pasa.ning.com/forum/topics/2456660:Topic:130663?commentId=2456660%3AComment%3A131096
เชื่อได้เลยว่า คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกใกล้เข้าวัยเรียน คงต้องคิดหนักเรื่องของการเลือกโรงเรียนให้กับลูกไม่น้อย เนื่องจากสมัยนี้ มีโรงเรียนมากมาย และผุดขึ้นอีกไม่รู้กี่แห่ง ทำให้พ่อแม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน โดยเฉพาะการหาโรงเรียนที่ดี มีระบบการเรียนการสอนที่ตรงกับพัฒนาการของลูก
การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)
เริ่มเก็บข้อมูลกันที่ แนวการเรียนการสอนแบบ “มอนเตสซอรี่” เป็นหลักการสอนที่ยึดหลักตามพัฒนาการและความต้องการของเด็กวัย 0-6 ปี ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ “สภาพแวดล้อม” โดยมีครูเป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อม ดังนั้นผู้ใหญ่หรือผู้ที่ดูแลเด็กจะต้องมีสัมพันธภาพที่ดี มีความรัก เอื้ออาทร มีเสรีภาพ ให้เด็กมีโอการเลือกและสิ่งที่สำคัญของการเรียนแบบมอนเตสซอรี่ คือ “มือ” เพราะมือคือครูที่สำคัญคนหนึ่ง เด็กสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมือตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่และคุณครู เป็นผู้เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
แนวการสอน จะเน้นการใช้สื่ออุปกรณ์ให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เด็กๆ จะมีอิสระในการหยิบอุปกรณ์ชิ้นใดก็ได้มาทำ เขาอาจจะเลือกหยิบชิ้นที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง เมื่อพบว่าตัวเองทำไม่ได้ เขาก็จะนำไปเก็บและหยิบอุปกรณ์ชิ้นใหม่ขึ้นมาแทน ทั้งนี้การฝึกฝนจากอุปกรณ์ที่ง่ายและขยับขึ้นไปสู่อุปกรณ์ที่ยากจะเป็นไปตามพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดยกิจกรรมหลักของแนวทางนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มคือ กลุ่มประสบการณ์ชีวิต เพื่อฝึกให้เด็กมีสมาธิ ระเบียบวินัย กิจกรรมในกลุ่มประสาทสัมผัส และกิจกรรมในกลุ่มวิชาการ
อย่างไรก็ดี การสอนแนวนี้ จะเน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เพราะเชื่อว่าเด็กปฐมวัยชอบความเป็นระเบียบ แต่จุดอ่อน คือแง่ทักษะในสังคม เด็กจะขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู เพราะเด็กต้องทำกิจกรรมของใครของมัน ปล่อยให้เด็กคิดอย่างอิสระ ทำด้วยตัวเอง ส่วนจุดแข็งที่ทำให้เราเห็นความแตกต่าง คือความเชื่อในเรื่องประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งช่วยพัฒนาการเด็กได้มาก
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กเรียบร้อย แล้วอยากจะเลือกการศึกษาแนวนี้ ควรต้องดูให้ถึงแก่นว่าโรงเรียนที่บอกนั้นได้ยึดหลัก “เด็กเป็นศูนย์กลาง” (Child Center) หรือไม่ และอุปกรณ์ที่ให้เด็กใช้เป็นอย่างไร รวมถึงครูผู้สอนผ่านการฝึกอบรมมานักแค่ไหน
สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดมาใช้ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว http://www.kornkaew.th.edu และโรงเรียนอนุบาลสาริน www.anubansarin.com
การเรียนการสอนแบบวอล์ดอร์ฟ (Waldorf method)
เป็นการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กๆ ที่ควรได้เล่นอย่างอิสระ มีชีวิตเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นให้เด็กๆ รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตัวเองในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก ผ่านกิจกรรม 3 อย่าง คือ กิจกรรมทางกายหรือการกระทำ กิจกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก และกิจกรรมผ่านความคิดหรือสมอง โดยเน้นให้เด็กใช้พลังทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา หรือศาสตร์ของศิลปะ
แนวนี้เชื่อว่า “จินตนาการของเด็กคือการเรียนรู้” โดยจะสอนตามพัฒนาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0-7 ปี ที่ถือว่าเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางร่างกายมากที่สุด เน้นไปที่การเรียนรู้แบบธรรมชาติ ไม่มีการสอนแบบชั้นเรียน ห้องเรียน จะมีมุมต่างๆ ให้เด็กได้เรียนรู้จากการเล่นของธรรมชาติ ใช้ของง่ายๆ พื้นๆ เช่นการวาดรูปด้วยสีน้ำ การปั้นดินเหนียว การปลูกผัก ทำอาหาร ประดิษฐ์งานฝีมือ ล้างจานและทำความสะอาดอื่นๆ
อย่างไรก็ดี การเรียนการสอนในแนวนี้ เป็นการสอนเพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ การนำวิธีการสอนแบบวอล์ดอร์ฟ จำเป็นต้องนำทั้งระบบการศึกษาไปใช้ควบคู่กับรูปแบบ ดังนั้นพ่อแม่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานศึกษาอย่างรอบคอบก่อนส่งลูกไปเรียนในหลักสูตรนี้
สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนปัญโญทัย www.panyotai.com โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก www.baanrakk.th.edu และโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ www.tridhaksa.ac.th
การทำกิจกรรมของเด็กๆ /ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
*** เรกจิโอเอมิเลีย (Reggio Emilia Approach
เป็นหลักการสอนที่เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ และบริบทของสังคมที่เด็กอยู่เป็นตัวกำหนด จะต้องเรียนรู้ว่าสังคมรอบตัวเป็นอย่างไร ผลงานที่เด็กทำจึงต้องเกิดจากความสนใจของเด็กที่ลองผิดลองถูกเองทั้งหมด
โดยการศึกษาแนวนี้ เชื่อเสมอว่า เด็กมีความสามารถในตัวอยู่แล้ว ครูจึงมีบทบาทที่จะเข้ามาขยายความสามารถนั้น เปิดโอกาสให้เด็กค้นคว้าเรียนรู้ และความสนใจของเด็กต้องได้รับการสานต่อและเชื่อมโยง ซึ่งมีหลายข้อที่น่าสนใจดังนี้
1. วิธีการมองเด็ก เด็กแต่ละคนมีลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง มีศักยภาพและความสามารถในตัวเองมาตั้งแต่เกิด คุณครูต้องรับรู้ถึงศักยภาพ ส่งเสริม สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะสนองตอบต่อศักยภาพเด็กอย่างเหมาะสม
2.โรงเรียนเป็นแหล่งการบูรณาการสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย การดำเนินการจึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 คือ เด็ก ครอบครัว และครู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรสำหรับทุกคนที่ได้เข้าสัมผัส
3. ครูและเด็กเรียนรู้ไปด้วยกัน การเรียนรู้ที่มีคุณค่าสำหรับเด็กไม่ใช่การสอนจากครูที่เป็นการบอกเล่าโดยตรง แต่เป็นการจัดสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้
4. ครูต้องปฏิบัติตัวเป็นนักศึกษา ค้นคว้า วิจัย และสำรวจ พูดง่ายๆ คือ ครูต้องเป็นมากกว่าครู เพื่อนำพาเด็กไปสู่การเรียน ที่ก้าวหน้า พัฒนาสติปัญญาในขั้นต่อไป
สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนมณีรัตน์ www.maneerut.com
*** การเรียนการสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach)
แนวการสอนนี้ ถูกนำมาสอดแทรกไปกับการเรียนรู้ภาษา ทั้งการพูด การเขียน และการอ่าน เป็นการเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจึงไม่มีความรู้สึกว่ายากลำบากในการเรียน เพราะเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษา
โดยในห้องเรียน จะต้องมีกิจกรรมที่มีความหมายต่อเด็ก มีลักษณะสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กคุ้นกับหนังสือ ควรมีหนังสือให้เด็กเลือกอ่านตามความสนใจ อ่านหนังสือให้ฟังทุกวัน ให้เด็กเล่าเรื่องจาก การพูด การเขียน การวาด หรือการแสดง โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางสอนเด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกัน ซึ่งครูจะมีบทบาทมากในการกระตุ้นให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษา กระตุ้นให้เด็กลองเขียน ผิดๆ ถูกๆ ให้กำลังใจ ส่วนพ่อแม่ต้องสร้างเจตคติให้ลูกรู้จักการสื่อสาร รักในการพูด อ่าน เขียนไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ลูกอยู่อนุบาล 3 แล้วจะต้องอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด
สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนทอรัก www.taurakschool.net และ โรงเรียนอนุบาลวัฒนาสาธิต www.wattanasatitschool.com
ให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน
*** การเรียนการสอนแบบโครงการ (Project Approach)
หลักคิดของแนวการสอนแบบนี้ เป็นการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา พัฒนาการทางสังคมของเด็ก หากเด็กจะเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หัวข้อนั้นๆ ไม่ได้มาจากครู แต่มาจากตัวของเด็กเอง เป็นแนวการสอนที่ดึงศักยภาพเด็กออกมา เพราะฉะนั้นเด็กเก่งก็สามารถช่วยเด็กอ่อนได้ ในขณะที่เด็กอ่อนก็ไม่รู้สึกแปลกที่ไม่เป็นการเรียนแบบแพ้คัดออก ทั้งยังเน้นให้เด็กคิดเอง ที่สำคัญเด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา มือ ปาก และความรู้สึก
อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยนั้นมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ 1.รูปแบบโครงการที่ให้เด็กตั้งสมมติฐานในสิ่งที่สนใจอยากเรียนรู้ จากนั้นให้ทดลองว่าเป็นไปตามที่คาดคะเนไว้หรือไม่ 2.รูปแบบ Reggio เป็นโครงการที่ไม่มีโครงสร้างจำกัดมากนัก และ 3.โครงการแบบมีกระบวนการครบทั้ง 5 ขั้น คือ อภิปรายกลุ่ม ออกภาคสนาม การนำเสนอประสบการณ์เดิม การสืบค้น และการจัดแสดง อย่างไรก็ดี การเรียนแนวนี้ ก็มีข้อจำกัดถ้าหากไม่มีการพาเด็กออกภาคสนามหรือทัศนศึกษา จะทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง
สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์ www.teeranurakschool.com โรงเรียนวรรณสว่างจิต www.wsc.ac.th และโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ http://kukai.ac.th
*** นีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)
เป็นการเรียนการสอนที่นำศาสตร์ทางตะวันออกกับความทันสมัยของตะวันตกมาผสมผสานเข้าด้วยกัน มีการให้เด็กๆ ฝึกสมาธิ ทำโยคะโดยมีเสียงเพลงประกอบ และได้รวบรวมวิธีการสอนใหม่ๆ เข้าไปด้วย โดยให้ความสำคัญกับ ความเก่ง ความฉลาด ที่เป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ พร้อมกับเชื่อว่าความเป็นคนที่สมบูรณ์เกิดจากศักยภาพที่สำคัญทั้ง 4 ด้าน คือ
ด้านร่างกายจะต้องแข็งแรง ด้านจิตใจ ถ้าร่างกายแข็งแรงแต่จิตใจกลับอ่อนแอ เด็กก็จะขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีน้ำใจ มีความรักและความเมตตาให้กับคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และสุดท้ายด้านวิชาการ จะต้องมีความรู้ไว้พัฒนาการตนเอง แนวคิดนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของเด็ก 95 % มาจากสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเด็ก อีก 5 % เป็นเรื่องกรรมพันธุ์ที่ได้รับจากพ่อแม่ ซึ่งในหมู่นักการศึกษากลับมองว่า หลักความเชื่อเช่นนี้ ค่อนข้างชี้ชัดเกินไป เพราะในวิถีของเด็กยังมีปัจจัยอีกมากที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ คือ โรงเรียนอมาตยกุล โทร.02-972-8894-5 หรือ 02-986-1663
*** การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป (High/Scope Approach)
เป็นการเรียนที่ใช้หลักการให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตัวเอง ได้ลงมือปฏิบัติ และเลือกสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเรียน โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการทำกิจกรรม เน้นกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ การวางแผน, การปฏิบัติ และการทบทวน โดยต้องระวังว่ากระบวนการต้องมาจากความคิดของเด็กๆ ไม่ใช่การชี้นำของครูผู้สอน
สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนเกษมพิทยา (แผนกอนุบาล) www.kasempit.th.edu
*** การเรียนการสอนแบบวิถีพุทธ (Buddhist Education)
ส่วนแนวการเรียนการสอนสุดท้าย เป็นแนวคิดที่ทีมงานได้เคยนำเสนอไปแล้ว ถ้าพ่อแม่ท่านใดสนใจแนวทางวิถีพุทธ สามารถเข้าไปอ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ ส่งลูกเข้าเรียน “วิถีพุทธ” ใครว่าเด็กจะล้าหลังคร่ำครึ!
สำหรับบ้านไหนที่สนใจแนวโรงเรียนทางเลือกแบบใด และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อไปตามโรงเรียนได้ หรือติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2269-1091-50
ที่มา http://go2pasa.ning.com/forum/topics/2456660:Topic:346766
เวียนมาอีกครั้งกับการปิด เทอมในช่วงมีนาคม-เมษายน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะกังวลใจว่าจะหากิจกรรมอะไรมาเล่นกับลูกดี บางครอบครัวอาจส่งลูกเรียนภาคฤดูร้อน บางครอบครัวอาจส่งเข้าโรงเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษ แล้วแต่ความจำเป็น และทัศนคติของแต่ละครอบครัว
แต่สำหรับเด็กๆ แล้วช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เขาตื่นเต้นที่จะได้พักผ่อนจากการเรียน ได้ไปเที่ยว ได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอกิจกรรมสนุกๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้
1. เล่นเกมลูกโป่งวอลเล่ย์บอล เด็กกับลูกโป่งเป็นของคู่กัน คุณพ่อคุณแม่ลองเป่าลูกโป่งแล้วแบ่งเป็น 2ทีมเล่นวอลเล่ย์บอลกับลูก เด็กๆ จะกระโดดตัวลอยเลยทีเดียว
2. วาดรูปบนรั้วหลังบ้าน ลองหาสีชอล์ คสำหรับเด็ก หรือระบายสีด้วยน้ำเปล่า โดยพาลูกไปที่รั้วหลังบ้านพร้อมด้วยกระป๋องน้ำ กับพู่กันอันใหญ่ หารั้วอิฐหรือกำแพงว่างๆ หากไม่มี พื้นปูนที่ลานบ้านก็ใช้ได้ แล้วลองระบายสีเล่นกันดู ไม่แน่อาจค้นพบจิตรกรตัวน้อยในบ้านก็ได้
3. ทำจรวดยักษ์ หากไปศูนย์การค้าหรือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ลองขอกล่องกระดาษติดกลับบ้านมาบ้าง แล้วลองสร้างเป็นจรวดขนาดใหญ่ คิดสร้างสรรค์ไม่มีผิดหรือถูก มีประตูทางเข้าติดกระดาษสี ให้สวยงาม เด็กผู้ชายจะชอบกิจกรรมนี้มาก กิจกรรมนี้นอกจากจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นสนุกสนานแล้วยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาความคิดเชิงระบบและความรู้ทางคณิตศาสตร์ อีกด้วย
4. สร้างภาพยนตร์ร่วมกัน กิจกรรมนี้ เหมาะกับเด็กอายุประมาณ 6ขวบขึ้นไป โดยคุณพ่อคุณแม่กับลูกลองช่วยกันเขียนบทภาพยนตร์ แล้วลองเล่นบทบาทสมมุติจากเรื่องที่แต่งขึ้น หรืออาจใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าช่วย พี่คนโตอาจเป็นผู้กำกับ คุณแม่เป็นช่างแต่งหน้า ลูกกับคุณพ่อเป็นคนแสดง เป็นต้น เด็กๆ จะได้ฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และฝึกความเป็นผู้นำ ผู้ตามไปในตัวอีกด้วย
5. เมนูอาหารพิเศษ วันนี้อาจให้ลูก เป็นคนคิดเมนูอาหาร แล้วทำรายการอาหารว่าต้องซื้ออะไรบ้าง พาลูกไปซื้อของ แล้วลองทำอาหารด้วยกันดู ซึ่งเด็กๆ จะได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่องการ ชั่ง ตวง วัด โดยไม่รู้ตัว
6. กางเต็นท์นอนเล่น คุณพ่อคุณแม่ลอง หามุมสงบสักมุมหนึ่ง ในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ แล้วกางเต็นท์ เตรียมไฟฉาย หมอน ผ้าห่มให้พร้อม แล้วอย่าลืมของกินเล่นเล็กๆ น้อย ๆ ติดไปด้วย เด็กจะสนุกและตื่นเต้นกับกิจกรรมนี้มาก
7. วาดรูปโดยใช้นิ้วมือ กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ผู้เขียนเคยทำสมัยเด็กๆ โดยเตรียมกระดาษแผ่นใหญ่แล้วให้เด็กๆ ใช้นิ้วจุ่มลงในสีน้ำแล้วละเลงสีเป็นรูปภาพต่างๆ ตามจินตนาการลงบนกระดาษ ซึ่งเด็กๆ จะสนุกสนานกับกิจกรรมนี้มาก
8. พาลูกไปห้องสมุด เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ไปเลือกดูเลือกอ่านหนังสือที่ตนเองชอบ
9. พาลูกไปเดินป่า เด็กที่อยู่ใน เมืองนั้นหาธรรมชาติดูได้ลำบาก ดังนั้นหากปิดเทอมนี้พาลูกไปลองเดินป่าดู ศึกษาธรรมชาติ เก็บของป่า ปีนต้นไม้ ส่องดูนก นอกจากจะเด็กๆ จะได้รับความสนุกสนานแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้เด็กรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยในเวลาเดียวกัน
10. ชวนลูกทำสวน พ่อแม่ลูกลองช่วยกัน ปลูกต้นไม้ด้วยกัน แล้วตั้งชื่อแปลกๆ ให้ต้นไม้ เช่น สาวน้อยสีเหลือง (ต้นดาวเรือง) ต้นยุงรำคาญ (ตะไคร้หอม) เป็นต้น แล้วให้ลูกช่วยกันดูแล รดน้ำ ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยสร้างนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกเป็นอย่างดี
11. ไปเยี่ยมเด็กกำพร้า พาลูกไป เยี่ยมเด็กกำพร้าหรือเด็กพิการ โดยไปเยี่ยม ไปอุ้มน้อง ไปเล่นกับน้อง หรือให้ลูกนำขนม หรือทำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปให้เด็กๆ เหล่านั้นด้วย ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการสอนให้ลูกรู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การไม่ดูถูกผู้อื่น การมีน้ำใจ และสอนให้ลูกรู้ว่าทุกคนเป็นคนพิเศษแม้ว่าเขาจะเกิดมาไม่สมบูรณ์ก็ตาม
12. แต่งเพลงร่วมกัน ปิดเทอมนี้ลอง แต่งเพลงร่วมกัน เป็นเพลงพิเศษประจำครอบครัวแล้วลองร้องเล่นกันดู เด็กๆ จะได้ฝึกทั้งภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องของดนตรี ในเรื่องของ จังหวะ ทำนอง และการร้องเพลง
ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ทุกคนต่างรอคอยที่จะได้พักผ่อน ได้รับประสบการณ์ดีๆ และความสนุกสนานร่วมกับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ลองนำ 12กิจกรรมที่ผู้เขียนนำเสนอนี้ไปเล่นกับลูกดูนะคะ รับรองได้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขสำหรับทุกคนในครอบครัวจริงๆ สุขสันต์วันปิดเทอมค่ะ
ที่มา http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/situations/21183