ทิ้งน้ำมันเครื่องเก่าและเก็บน้ำมันเครื่องใหม่อย่างไร?
น้ำมัน เครื่องเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมลพิษหรือขยะของโลกเราในหลายด้าน การถ่ายน้ำมันเครื่องออก ทั้งที่น้ำมันเครื่องยังไม่หมดสภาพ ทั้งจากการหวาดระแวงไปเองหรือกลัวเครื่องยนต์โทรม เร็ว เช่น เปลี่ยนที่ 3-5 พันกิโลเมตร ทั้งที่น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ ตามเอพีไอสูงๆ ในปัจจุบันนี้สามารถใช้งานได้ในระดับ 1 หมื่นกิโลเมตรได้อย่างสบาย
น้ำมัน เครื่องใช้แล้วในโลกนี้ ไม่ได้ถูกกำจัดอย่างมีระบบที่รัด กุมเสมอไปในประเทศที่เจริญแล้วมักมีการจัดการไม่ให้เป็นพิษแก่โลก แต่ในประเทศเล็กๆ อย่างไทย ไม่ถือว่ามีความรัดกุมในเรื่องนี้ แต่อย่างไร
การ กำจัดน้ำมันเครื่องใช้แล้วที่ถูกต้อง คือ ไม่ทิ้งลงในธรรมชาติ พื้นดิน ท่อระบายน้ำ คูคลองแม่น้ำ เพราะการย่อยสลาย จะเป็นไปอย่างช้ามาก การใส่กระป๋องแล้วปิดแน่นทิ้งในขยะ ก็น่าจะแตกรั่วผสมไปกับขยะอื่น เพราะพนักงานไม่ได้สนใจจะจัดการอย่างถูกต้อง บางคนกลับไปสนใจขยะที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ผมไม่ถือว่าไทยมีระบบ การจัดการน้ำมันเครื่องใช้แล้วได้ดี ต่างจากบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดเลยว่าภาชนะที่ใส่น้ำมันเครื่องใช้แล้วต้องมีความชัดเจน มีกระป๋องขาย ต้องเสียเงินซื้อกระป๋องมาอีก ใส่ในกระป๋องน้ำมันเครื่องปกติไม่ได้ หรือได้ แต่ก็ต้องเขียนระบุไว้อย่างชัดเจน หากจะให้พนักงานเก็บขยะจัดเก็บไป
การ กำจัดน้ำมันเครื่องใช้แล้วด้วยการนำไปหมุนเวียนใช้ใหม่หลังจากปรับ สภาพแล้วเป็นเรื่องที่ดี คือ นำไปกรองและไปฟอกสี แล้วนำไปใช้กับเครื่องจักรกลเล็กหมุนรอบต่ำ โดยจะมีคนมารับซื้อจากอู่ต่างๆ ในราคาลิตรละไม่กี่บาท อู่ทั่วไปจึงมีการเก็บน้ำมันเครื่องใช้แล้วรวบรวมไว้รอการขายต่อ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องทำลายสิ่งแวดล้อม แต่จะน่ากังวลกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามบ้าน เพราะไม่รู้จะทิ้งที่ไหน และปริมาณก็ไม่มากพอที่จะมีใครมารับซื้อ หากห่วงเรื่องมลพิษก็ให้ใส่กระป๋องไปให้ตามอู่ เขายินดีที่จะรวบรวมให้อยู่แล้ว
ส่วนน้ำมันเครื่องใหม่ที่เติมแล้วเหลือ การจัดเก็บไม่ยาก ให้ปิดฝากระป๋องให้แน่น หากซ้อนด้วยถุงพลาสติกที่ปากกระป๋องก่อน ปิดฝาก็ยิ่งดี เพื่อไม่ให้ความชื้นเล็ดลอดเข้าไปได้ง่าย วางในที่ร่มไม่ร้อนไม่ชื้นไม่โดนน้ำ เก็บไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ในทางที่ดีควรรีบใช้ให้เร็วที่สุด เพราะถึงไม่ได้ใช้งาน น้ำมันเครื่องก็เสื่อมสภาพเองได้ ไม่ใช่เก็บไว้ได้เป็นสิบๆ ปีแต่อย่างไร
ถ้า ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อและรุ่นเดิมตลอด ก็ให้นำส่วนที่เหลือในครั้งก่อนเติมลงไป แล้วค่อยเติมน้ำมันเครื่องใหม่ให้ได้ระดับ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ตามที่แนะนำ ก็จะมีน้ำมันเครื่องใหม่ๆ เหลือเก็บไว้ไม่นานจนเกินไป
น้ำมันเครื่องมีความสำคัญต่อความทนทานและกำลังของเครื่องยนต์ จำเป็นต้องมีการเลือกและใช้อย่างมีหลักการ แต่หลายคนยังมีความเข้าใจผิด
บทความนี้รวบรวมความเข้าใจผิดเรื่องน้ำมันเครื่อง
-เน้นแค่ยี่ห้อดัง
หลายคนซื้อน้ำมันเครื่องโดยเน้นเลือกยี่ห้อเดียวกับที่มีปั๊มน้ำมัน
เพราะคิดว่าจะมีคุณภาพดี ตามความโด่งดังของยี่ห้อ ทั้งที่ในยี่ห้อเดียวก็มีให้เลือกหลายระดับคุณภาพ
ความจริงแล้วมีน้ำมันเครื่องคุณภาพดีอีกนับสิบยี่ห้อ ที่ไม่มีปั๊ม น้ำมันในไทย และจำหน่ายในราคาไม่แพง
ไม่ควรเห็นแค่ยี่ห้อแล้วเลือกใช้ ต้องดูที่เกรดคุณภาพตามมาตรฐานของ API (www.api.org) ในสหรัฐอเมริกา ที่ระบุไว้ข้างกระป๋อง จำไม่ยากเลย เครื่องยนต์เบนซิน เกรดคุณภาพสูงสุด API SL รองลงมาคือ SJ SH SG ตามลำดับ
ปัจจุบัน นี้ API SL และ SJ น่าใช้ที่สุด ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล เกรดคุณภาพสูงสุด API CI-4 รองลงมาคือ CH-4 CG CF ตามลำดับ ปัจจุบันนี้ API CI-4 และ CH-4 น่าใช้ที่สุด
น้ำมันเครื่องยิ่งมีเกรดคุณภาพต่ำ ก็ยิ่งมีราคาถูก และลดการปกป้องเครื่องยนต์ลงไป ควรเลือกเกรดคุณภาพอย่างน้อยรองจากสูงสุด
นอก จากนั้นยังต้องดูความหนืดตามมาตรฐานของ SAE (www. sae.org) สหรัฐอเมริกา ว่าเลข 2 ตัวท้าย เช่น 30 40 หรือ 50 ตรงตามการแนะนำในคู่มือประจำรถหรือไม่ โดยไม่ต้องสนใจตัวเลขหน้า W เพราะนั่นเป็นค่าที่ได้การวัดความหนืดที่18 องศาเซลเซียสไม่ใช่สภาพของไทย
ชนิดของน้ำมันเครื่องก็ต้องสนใจ ธรรมดา กึ่งสังเคราะห์ และสังเคราะห์ ดีจากน้อยมามากตามลำดับ
เลือกยี่ห้ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องเลือกเกรดคุณภาพ ระดับความหนืด และชนิด ให้ครบครัน
-ดูแค่ข้างกระป๋องว่า เบนซิน/ดีเซล
ข้างกระป๋อง น้ำมันเครื่องหลายยี่ห้อหลายรุ่น นอกจากจะระบุรายละเอียดอื่นๆ ข้างต้นไว้ครบครันแล้ว ก็อาจจะมีประโยคบอกเพิ่มว่า เหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล หรือเหมาะทั้ง 2 อย่างเลย หลายคนเห็นประโยคนั้นก็เลือกใช้ โดยไม่ได้สนใจดูว่ามีเกรดคุณภาพตาม API เป็นอย่างไร
จริงๆ แล้ว ไม่ต้องระบุเพิ่มก็ได้ เพราะเกรดคุณภาพตามท้ายตัวย่อ API ก็มีระบุไว้อยู่แล้วว่าใช้กับเครื่องยนต์ประเภทใดได้ดีเพียงไร และบางครั้งระบุว่าเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน แต่มีมาตรฐานแค่ API SH ห่างจากมาตรฐานสูงสุดตั้ง 2 ระดับก็ยังมี
-หมดสภาพเพราะดำ หรือนิ้วแตะ
น้ำมัน เครื่องที่ดำ อาจเป็นเพราะมีสารชะล้างที่ดี หรือภายในเครื่องยนต์สกปรก และเมื่อดำแล้ว คุณสมบัติอื่นๆ เช่น การหล่อลื่น การลดความร้อน รวมถึงการชะล้างเอง อาจไม่ได้หมดลงตามสีที่เปลี่ยนไป
บางคนใช้นิ้วแตะๆ น้ำมันเครื่องจากก้านวัด แล้วตัดสินว่าหมดอายุ หรือยัง ในความเป็นจริง หากจะทราบว่าน้ำมันเครื่องหมดอายุหรือยัง จะต้องนำน้ำมันเครื่องนั้นเข้าห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ ไม่งั้นก็ต้องตัดสินจากระยะทางหรืออายุที่ใช้งานตามที่ปฏิบัติกัน จะเดาจากสีหรือความเหนียวหลังจากแตะกับปลายนิ้วไม่ได้
-กลัวปลอม ซื้อในปั๊ม
มี คำถามคาใจว่า ดูน้ำมันเครื่องปลอมได้อย่างไร? คำตอบก็คือ ตัวเนื้อน้ำมันเครื่องต้องส่งเข้าห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น จะชิม ดม แตะไม่ได้
นอกนั้นต้องดูที่ตัวกระป๋องว่ามีสภาพปกติ มีสีสันปกติ รวมถึงฝาปิดมีการซีลตามที่คุ้นเคยหรือไม่
แน่ นอนว่ามีน้ำมันเครื่องปลอมอยู่ในตลาดอยู่ไม่น้อย จึงต้องระวัง แต่ถ้าจะซื้อตามปั๊มเท่านั้นก็จะมีราคาแพง เสียโอกาสเลือกน้ำมันเครื่องตาม ร้านทั่วไป ที่มีสารพัดยี่ห้อ และก็ไม่ได้ปลอมไปทั้งหมด
-ต้องเต็มขีดบนเสมอ
หลาย คนเน้นว่าเครื่องยนต์ต้องมีน้ำมันเครื่องเต็มขีดบนเสมอ ในความเป็นจริง เครื่องยนต์จะสามารถทำงานได้ปกติ หากระดับน้ำมันเครื่อง อยู่ในช่วงขีดบนและล่าง ไม่จำเป็นต้องเต็มขีดบนเท่านั้น
ถ้าเติมครั้ง ใหม่ เติมให้เต็มขีดบนก็ดี แต่ถ้าผ่านการใช้งานมาแล้ว อีกไม่นานจะครบกำหนดเปลี่ยน และน้ำมันพร่องลงไปบ้าง หากยังไม่ต่ำกว่าขีดล่างสุด ก็ไม่จำเป็นต้องเติมเพิ่มให้สิ้นเปลือง
ยก เว้นกรณีขึ้นลงทางลาดชันมากบ่อยๆ น้ำมันเครื่องควรเต็มขีดบนอยู่เสมอ เพราะผิวน้ำมันจะเอียงไม่ได้ระดับขนานกับขอบอ่างน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ
-เปลี่ยนบ่อยไว้ก่อน
น้ำมัน เครื่องยุคใหม่มีคุณภาพและความทนทานขึ้น แต่หลายคนยังเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามกำหนดดั้งเดิม 3,000-5,000 กิโลเมตร ด้วยแนวคิดปลอดภัยไว้ก่อน ห่วงเครื่องยนต์ แต่เปลืองเงินไม่สน สบายใจเข้าว่า
ในความเป็นจริง น้ำมันเครื่องทุกชนิด ไม่เฉพาะแต่สังเคราะห์ ถ้าเป็นเกรดคุณภาพตาม API 2-3 ระดับสูงๆ สามารถใช้งานได้เป็นระยะทาง 10,000 กิโลเมตร หรือถ้าการจราจรติดขัดมาก รวมถึงมีฝุ่นในเส้นทางเยอะ ก็ค่อยลดระยะทางลงมาจากเดิมสัก 1,000-2,000 กิโลเมตร
การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเร็วเกินไป นอกจากสิ้นเปลืองเงินแล้วยังเป็น การเพิ่มขยะพิษให้กับโลกอีกด้วย แม้จะมีการนำน้ำมันเครื่องเก่าไปรีไซเคิล กับงานอื่น แต่สำหรับในไทย ต้องถือว่าการป้องกันน้ำมันเครื่องเก่าไม่ให้กระจายสู่ธรรมชาติเป็นไปอย่าง ไม่รัดกุมเลย
-น้ำมันราคาถูก เปลี่ยนเร็ว
หลายคนคิดว่า เสียเงินน้อยซื้อน้ำมันราคาถูก แล้วเปลี่ยนบ่อยๆ จะดีกว่า ในความเป็นจริง การสึกหรอจะเกิดขึ้นได้ทันทีที่เครื่องยนต์ทำงาน เมื่อน้ำมันเครื่องนั้นไหลเวียนในครั้งแรกและตลอดไปจนกว่าจะถ่ายออก ถ้าฝืดก็ฝืดไปตลอด ถ้าลื่นก็ลื่นไปตลอด
ดังนั้นเสียเงินซื้อน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงราคาแพงสักหน่อย แต่ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยให้เสียเวลาจะดีกว่า
-รถไม่แพง ใช้น้ำมันเครื่องราคาถูกหรือคุณภาพต่ำ
ถ้า เครื่องยนต์ปกติดี ไม่กินน้ำมันเครื่อง จะเป็นรถราคาแพงถูก-แพง เก่า-ใหม่ ก็ควรใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดี และเปลี่ยนตามกำหนดที่เหมาะสม เครื่องยนต์จะได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและทนทาน
ความเข้าใจผิดถูกลบล้างได้ด้วยการหาความรู้เพิ่มเติม และคิดทบทวนด้วยหลักวิทยาศาสตร์