การเลือกเครื่องปั่นผลไม้ ผมสนใจจะซื้อไว้ใช้สักเครื่อง แต่ไม่รู้ยี่ห้ออะไรดี คุณภาพสูง ราคาเหมาะสมหน่อย ทนทานด้วย
ค้นหาในเนตเจอหลายเว็บ จึงยำรวม เป็นเนื้อหาเดียว คงเป็นประโยชน์ดีครับ

คำแนะนำนของคุณ isles
การเลือกเครื่องปั่นน้ำ ผลไม้
จำนวน Watt ของเครื่องปั่นแสดงถึงรอบที่สูงขึ้น กำลังในการปั่นได้สูง
เช่น Watt ต่ำๆ อาจจะทำให้ ปั่นน้ำผลไม้ + น้ำแข็ง ไม่ละเอียดพอ
แต่ยังไง เวลาปั่น น้ำแข็งก็ต้องทุบก่อน เอาน้ำแข้งก้อนใหญ่ๆมาใส่ ยังไงก็ปั่นไม่แตก
โครงสร้าง โถพลาสติกมีโอกาสเกิดรอยได้ มากกว่า แก้ว แต่จะมีน้ำหนักเบากว่าโถแก้วมาก
โถปั่นควร ถอดออกได้ทุกชิ้น เพื่อทำความสะอาดได้หมด จะมีบางรุ่นถอดไม่ได้ ทำให้มีความสกปรกสะสมอยู่ และ ล้างได้ ลำบาก
เครื่องอื่นๆที่ได้แถมมา เช่นโถผสมอาหาร ต้องพิจรณาดูว่าใช้หรือไม่ ไม่ใช่ก็ไม่ต้องซื้อมา
ยี่ห้อ และ ศูนย์บริการ โดยส่วนมากเครื่องพวกนี่จะมีอายุการใช้งานนานมาก เสียยากเพราะการทำงานไม่ซับซ้อน จะเสียน่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ทำน้ำหกใส่ช๊อตไหม้ หรือ ทำหล่นแตก ฉนั่น ศูนย์บริการเป็นเรื่องรองๆ แต่ ยี่ห้อสำคัญเพราะ ยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือจะใช้้วัสดุในการผลิตที่ดี ส่งผลให้เครื่องใช้งานได้นานขึ้น

คำแนะนำของคุณต้นโอ๊ต
ส่วนตัวแล้วให้ดูจุดประสงค์ของการใช้ แล้วเลือก Blade ตัวใบมีดที่จะปั่นค่ะ ว่าจะเน้นปั่นของแข็งหรืออ่อนมากน้อยแค่ไหน (ส่วนตัวนิยมยี่ห้อของเยอรมันค่ะ ใบมีดแข็งแรงดี) สองมีฟังก์ชั่นการใช้งานตามที่เราต้องการมากที่สุด เช่น
1. มีระบบ Low-High
2. Ice Breaker (ปั่นน้ำแข็ง)
3. Stir(กวน,คน),Aerate(จะคล้าย ๆ กับเครื่องดื่มที่ผสมโซดาหรือแก็ซ ),Puree(บดละเอียด),Crumb(บดหยาบ ๆ),Chop(สับ),Mix(ผสม),Grind(บดแบบแหลกละเอียด),Shred(ฝอย ๆ),Blend(ปั่น),Liquiefy(การทำให้เป็นของเหลวหรือน้ำ ),Frappe(แบบพวกเครื่องดื่มเย็น ๆ มิลค์เช็ค อะไรทำนองนี้ )
4. แก้วแข็งแรง
มี หลายอย่างเลยค่ะ ค่อย ๆ ดูดีที่สุด สอบถามหลาย ๆ ร้าน ยังไม่ต้องรีบซื้ออย่างที่คุณตุ้มแนะนำน่ะค่ะ แล้วคอยมาดูตอนช่วงที่เขาลดราคา ฟังก์ชั่นมากมายก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป หมายถึงเครื่องจะแพงไปเปล่า ๆ หากเราไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นนั้น ๆ (นึกถึงฟังก์ชั่นของโทรศัพท์มือถือ ถ้ามีมากอาจทำให้ราคาเครื่องแพง เอาฟังก์ชั่นที่เราจะได้ใช้จริง ๆ ดีกว่า คุ้มค่าราคาเงิน)

no comment

เรื่องที่ผมจะนำมาเล่าให้อ่านกันนั้นเป็นเรื่อง ที่ดูเหมือนธรรมดาแต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่สำคัญและคนทั่วไปยังขาดความเข้า ใจกันอยู่พอสมควร
สิ่งที่ผมจะกล่าวถึงนั้นเป็นส่วนที่เราต้องเปลี่ยน บ่อยที่สุดในอายุการใช้งานของรถยนต์คันหนึ่ง หลายคนคงพอจะเดาได้แล้วว่าสิ่งนั้นคือน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าลูกค้าที่เข้ามาเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องที่อู่ของเรามักจะไม่แน่ใจว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรดี ส่วนใหญ่นั้นมักจะเลือกจากยี่ห้อเป็นหลัก ซึ่งทำให้น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์บางยี่ห้อที่มีคุณภาพดีๆถูกมองข้ามไป อย่างน่าเสียดายโดยเฉพาะยี่ห้อของคนไทยเอง

ผมขอเริ่มด้วยการอธิบายหน้าที่ของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์กันก่อนนะครับ

1. หน้าที่ในการหล่อลื่น
หน้าที่ นี้คือหน้าที่หลักเลยนะครับ โดนน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์ม เคลือบอยู่ที่ผิวโลหะเพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ
โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง

2. หน้าที่ในการระบายความร้อน
ใน ช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณ รอบๆฝาสูบ รอบๆกระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอาความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่อง ด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง

3. หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
การ เผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกันการเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกัน สนิมและการกัดกร่อนได้

4. หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด
น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายในกระบอกสูบ
ที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์

5. หน้าที่ในการทำความสะอาด
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้
เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้

หลังจากที่ท่านได้ทราบหน้าที่ของน้ำมันเครื่องแล้วท่านคงจะให้ความสำคัญกับการเลือกน้ำมันเครื่องมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ
ผมขอข้ามส่วนประกอบอื่นๆของน้ำมันเครื่องเช่น สารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES)ไปเลยนะครับเพราะสารเหล่านี้เราไม่สามารถแยกได้ด้วยตาเปล่า
และ ผู้ผลิตก็ไม่ได้แจ้งไว้ที่ฉลากด้วยเพราะฉะนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องสนใจมากนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถาบันวิจัยน้ำมันเครื่องดีกว่านะครับ
เราจะได้เข้าสู่วิธีการเลือกน้ำมันเครื่องกันสักที

โดยการเลือกน้ำมันเครื่องนั้นผมขอแบ่งเป็น 3 วิธีละกันนะครับ

1. เลือกจากชนิดของน้ำมันเครื่อง
คือ การเลือกโดยดูจากพื้นฐานของน้ำมันเครื่องว่าเป็นชนิดไหน ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องโดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ชนิดนะครับ

1.1 น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา
1.2 น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์
1.3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์

โดยข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดนี้ก็คือโครงสร้างของโมเลกุลในตัวน้ำมันเครื่องที่มีการยึดตัวเกาะกัน
โดยการยึดตัวของอะตอมที่ต่างกันทำให้น้ำมันเครื่องสามารถคงความหนืดและลักษณะการเป็นฟิล์มได้นานต่างกัน
สรุปง่ายๆว่าข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดก็คือระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

ระยะทางของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละชนิด

1. น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ประมาณ 4000 กิโลเมตร
2. น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ ประมาณ 6000 กิโลเมตร
3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ประมาณ 10000 กิโลเมตร

โดยระยะเวลาของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้นอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้รถยนต์ของแต่ละท่าน
เช่น บางท่านอาจวิ่งทางไกลอย่างเดียวซึ่งไม่ค่อยพบกับการจราจรที่ติดขัด ระยะเลขกิโลเมตรที่หน้าปัทม์ของรถท่านก็อาจตรงกับระยะทางที่ท่านวิ่งจริงๆ
ท่าน สามารถเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามที่กำหนดไว้หรือมากกว่าได้ แต่ผู้ที่พบการจราจรที่ติดขัดอยู่เป็นประจำแม้รถของท่านจะไม่ได้วิ่งแต่ เครื่องยนต์ของท่าน
ก็ทำงานตลอดเวลาเช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านควรจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่กำหนดไว้สักนิด

2. เลือกจากเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง
คือ การเลือกโดยดูจากเกรดคุณภาพที่เกิดจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆของน้ำมัน เครื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านของน้ำมันเครื่อง
โดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลกให้เป็นผู้ทดสอบคือ สถาบัน API ที่ย่อมาจาก AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE โดยAPI จะแบ่งเกรดคุณภาพเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร S (STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัวอักษรไปเรื่อยๆคือ B, C, D, E, F, G, H, Jและ L เช่น API SG, API SJและ API SL ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน โดยเราสามารถดูเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่แสดงไว้บนฉลากข้างแกลลอนนะครับ

กลุ่มที่ 2 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัวอักษรไปเรื่อยๆคือ B, C, D, E, F, G, Hและ I เช่น API CF, API CG-4, API CH-4และ API CI-4 ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน (เลข 4 ที่ตามหลังหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ)

ตามความเป็นจริงแล้วทั้ง น้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลนั้นสามารถใช้ได้กับ เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลได้ แต่จะมีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละชนิดต่างกัน หากน้ำมันเครื่องชนิดไหนที่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน ทางสถาบัน APIจะนำเกรดคุณภาพที่เหมาะสมมาไว้ข้างหน้าเช่น น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์เบนซินจะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API SL/CF หรือน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API CH-4/SJ ซึ่งหมายความว่าเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องดีเซลชนิดนี้เทียบเท่ากับเกรด คุณภาพของน้ำมันเครื่องเบนซินในเกรดคุณภาพ SJ นั่นเอง ส่วนที่แตกต่างกันของน้ำมันเครื่องทั้ง 2 เกรดคุณภาพคือ ส่วนประกอบอื่นๆของน้ำมันเครื่องเช่นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES)
ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ที่ต่างชนิดกัน
ใน ปัจจุบันผมแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้เคียงเกรด คุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าเกรดที่ต่ำกว่าแต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาของน้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพต่ำกับเกรดคุณภาพสูงสุด นั้นราคาก็ต่างกันไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง

3. เลือกจากเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่อง
ความหนืดของน้ำมันเครื่องจะเกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียนของน้ำมันเครื่อง
ซึ่งเกรดความหนืดคืออัตราการไหลของปริมาณต่อขนาดและความยาวของรูต่อหน่วยเวลา ณ อุณหภูมิหนึ่ง ยกตัวอย่าง
เช่น น้ำมัน 60 ซี.ซี ไหลผ่านรูขนาด 12.25 มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส
ส่วน หน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการวัดเกรดความหนืดก็คือ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS)
โดยเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องจะแสดงเป็นเป็นอักษรย่อ SAEแล้วตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลขเช่น 5, 10, 15, 30, 40และ 50เป็นต้น
โดยตัวเลขยิ่งมาก ความหนืดก็จะสูงตามไปด้วยเช่น SAE 10W-50จะมีความหนืดมากกว่า SAE 5W-40

ซึ่งการวัดเกรดความหนืดจะแบ่งเป็นการวัดที่ 2 อุณหภูมิที่แตกต่างกัน
1. วัดที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะตามด้วยอักษร W (WINTER) เช่น 5W, 10W
2. วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะเป็นตัวเลขอย่างเดียวเช่น 30, 40, 50

การเลือกน้ำมันในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศร้อนให้ดูที่ตัวเลขตัวหลังสุดที่ไม่มีตัวอักษรนำหน้าอย่างเดียวก็พอ
เพราะประเทศไทยไม่มีอุณหภูมิติดลบจึงไม่มีความจำเป็นต้องดูตัวเลขที่มีตัวอักษร W ตามหลัง

ส่วนการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้นให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ หากไม่ทราบเกรดความหนืดที่แน่นอนให้ใช้เกรดความหนืด 40
หากเครื่องยนต์มีอาการกินน้ำมันเครื่องให้เปลี่ยนเป็นเกรดความหนืด 50
ปัจจัยอื่นๆในการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องก็คืออุณหภูมิของอากาศและสภาพความหลวมของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์
หากอากาศภายนอกเย็นหรือเครื่องยนต์เย็น น้ำมันเครื่องควรใสและไหลง่ายเพื่อหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนของเครื่องยต์ขณะ
สตาร์ท และใช้งาน หากเครื่องยนต์ร้อนแล้วน้ำมันเครื่องใสเกินไป ชั้นเคลือบหรือฟิล์มจะบางเกินไปและไม่สามารถปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์จาก การสึกหรอได้
หากเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานมามากและเครื่องยนต์เริ่ม หลวมก็ควรเลือกน้ำมันที่มีเกรดความหนืดมากขึ้นจากมาตรฐานที่กำหนดในคู่มือรถ ยนต์สักหน่อยเช่นจาก 40เป็น 50 เพราะชั้นเคลือบหรือฟิล์มที่หนาขึ้นสามารถเข้าไปอุดช่องว่างที่เกิดจากการ สึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ในส่วนนี้สามารถช่วยป้องกันกำลังอัดรั่วไหลของเครื่องยนต์ที่เกิดจากช่อง ว่างระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย
ส่วนท่าน ที่ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อของผู้ผลิตรถยนต์มาตลอดแล้วอยากเปลี่ยนก็สามารถทำ ได้ โดยเลือกน้ำมันที่มีเกรดคุณภาพและเกรดความหนืดเท่ากัน
ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้แล้วครับ บางทีท่านอาจได้ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกด้วย

อีก อย่างที่อยากฝากไว้ก็คือไส้กรองน้ำมันเครื่องควรเลือกใช้ของที่มีคุณภาพสูง เช่น ของแท้จากผู้ผลิตรถยนต์ เนื่องจากกรองน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ในการกรองสิ่งสกปรกออกจากน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องคงประสิทธิภาพในการหล่อลื่นได้ดี อีกทั้งกรองน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพจะมีการไหลเวียนของน้ำมันเครื่องที่ดี กว่าซึ่งช่วยในการระบายความร้อนเครื่องยนต์ได้อีกทางหนึ่ง

ผมหวัง ว่าบทความนี้คงช่วยให้ท่านมีความรู้ในการเลือกใช้น้ำมันเครื่องมากกว่าเดิม และสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับท่านและรถยนต์ของท่านได้ เมื่อท่านต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องยนต์ให้กับรถยนต์ของท่านครั้งต่อไปนะครับ คงไม่เลือกน้ำมันเครื่องจากยี่ห้ออย่างเดียวแล้วนะครับ การเลือกใช้นำมันเครื่องและกรองน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงจะมีผลต่ออายุ การใช้งานและสมรรถนะของเครื่องยนต์ในระยะยาว ซึ่งทำให้รถยนต์ของท่านอยู่กับท่านได้นานยิ่งขึ้นครับ

ที่มา http://coronacarclub.com/board/index.php?topic=1696.0

no comment

หากท่านกำลังคิดจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สักเครื่อง กำลังลังเล ระหว่าง notebook หรือ เครื่องตั้งโต๊ะดี เดี๋ยวราคาห่างกันไม่มาก หรือ บางครั้งก็พอๆ กันเลย สำหรับการใช้งานปกติ พิมพ์งาน เล่นเนต เลือกสเปกไหนก็ได้ เน้นราคา และคุณภาพเครื่องดีกว่า ในกรณีเครื่องตั้งโต๊ะ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประกอบเอง ไม่ใช่แบรนแนม ราคาประหยัด แต่พอใช้เกิน 3 ปีเริ่มมีปัญหาครับ ควรเลือกมือสองเครื่องแบรนแนมก็คุ้มค่านะครับ แต่ในกรณี notebook ขึ้นอยู่กับการใช้งาน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ภายในปกติอายุประมาณ 4-5ปีเลยทีเดียว เพราะประกอบมาอย่างลงตัว หากไม่เคลื่อนย้ายบ่อยคงไม่มีปัญหาอะไร ระหว่างเรื่องภายนอก เช่น จอ คีย์บอร์ด ไดร์ซีดี อุปกรณ์ใช้งานบ่อยย่อมเสื่อมได้เป็นธรรมดา ส่วนแบตเตอรี่ เสื่อมแน่นอนเมื่อผ่าน 2ปีไปแล้ว ผมเลือก notebook เพราะใช้งานไม่หนัก เครื่องไม่ค่อยมีปัญหานัก อาจจะมีบ้าง เช่น จอเริ่มสีจางลง แบตเตอรี่เก็บไฟไม่นานพอ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้หาเปลี่ยนได้ เช่น จอ เปลี่ยนครั้ง 3000 เปลี่ยนเองไม่ยาก แบตเตอรี่เปลี่ยนไส้ได้ประหยัดดี ราคาประมาณ 1800 อาจจะได้ดีกว่าเก่า คีย์บอร์ดก็มีเปลี่ยน ราคาประมาณ 1600 แม้ว่าจะแพงกว่า pc แต่พกพาสะดวก กินไฟน้อย อุปกรณ์ไม่ค่อยมีปัญหา ก็คุ้มค่าที่จะเลือกครับ

no comment

โมเม บล็อค