(จากบทความใน franc.bloggang.com เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552)
เรา ซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องแรกเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 เมื่อวานนี้ ก็ครบ 1 ปี 9 วัน โน๊ตบุ๊คเราราคาใกล้ๆ สองหมื่นบาท ยี่ห้อขวัญใจคนในครอบครัว รุ่น V3000 เขารับประกันปีเดียว ตลอดปีที่ผ่านมา ใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อวานตอนเช้า เปิดขึ้นมา แสดงสีเป็น negative ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว แล้วสีอื่นๆ ก็เพี้ยนไปหมด เดาว่าไม่จอหรือการ์ดจอก็คงจะเสียนั่นแหละ
ฝาก น้องชายยกไปให้ร้านที่เราซื้อโน๊ตบุ๊คดูให้ เขาบอกว่าร้านเขาไม่รับซ่อม ต้องส่งศูนย์นะครับ ค่าส่งศูนย์ เพื่อเช็คเครื่องอย่างเดียวก็ 1,070 บาทแล้ว เราเลยบอกน้องชายว่า เดินหาร้านซ่อมแถวๆ นั้นละกัน
ปรากฏ ว่าน้องไปเจอร้านตรงข้ามร้านที่ซื้อนั่นแหละ ขายจอคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คเต็มไปหมด ช่างเขาลองดู การ์ดจอยังดี ที่เสียคือจอ ต้องเปลี่ยนใหม่ ค่าเปลี่ยน 4,500 บาท รับประกันสามเดือน ได้จอใหม่เลย น้องโทรมาถามว่าจะเปลี่ยนไหม เราก็ว่าเปลี่ยนไปเถอะ เข้าใจว่าหากส่งศูนย์คงเหยียบหมื่น เปลี่ยนแป๊บเดียวใช้ได้เหมือนเดิม
ร้านบอกว่า ระยะหลังคือประมาณสองปีมานี้ คนนำโน๊ตบุ๊คมาเปลี่ยนจอกันบ่อย เพราะจอเสียง่าย คำแนะนำจากทางร้าน มีดังนี้
# เวลาปิดเครื่อง หากเป็นไปได้ อย่าเพิ่งพับจอ เพราะว่าความร้อนที่ตัวเครื่องยังสูงอยู่ ควรรอให้เครื่องเย็นแล้วค่อยพับจอเก็บ เพื่อไม่ให้ไอร้อน ทำลายจอ
# อย่าเปิดเครื่องทิ้งไว้นาน โดยไม่ใช้ หรืออย่างน้อยก็ควรมีการตั้ง screen saver ไว้เสมอ
# หากไม่ใช้เครื่องแล้ว อย่าอยู่ในโหมด Hibernate ให้ปิดเครื่องเลย
รบกวนท่านผู้รู้หรือมีข้อมูลช่วยกันแชร์หน่อยนะคะ เพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องเสียค่าซ่อมเหมือนเรา
เรื่องมันเศร้าตรงที่ เพิ่งหมดประกันไป 9 วันเท่านั้นเอง
สำหรับท่านที่ใช้ PDA Phone อยู่ก็คงจะอารมณ์เสียบ่อยๆ กับเรื่องแบตเตอรี่ของ PDA ที่มักจะหมดเร็วกว่าปกติอันเนื่องมาจากการใช้งานที่หนักหน่วงหรืออาจจะเพราะ เราไม่ได้เช็คว่าแบตเตอรี่มีมากน้อยเพียงใดก่อนออกจากบ้าน จึงทำให้เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้งานขึ้นมาจริงๆ แบตเตอรี่ก็กลับหมดไปซะงั้น
วันนี้เพื่อนๆ จะหายปวดหัวกับเรื่องแบตเตอรี่ของ PDA ซะทีครับเพราะเรามีวิธีสร้างแบตเตอรี่สำรองสำหรับ PDA มาแนะนำเพื่อนำไปใช้ในยามฉุกเฉินหรือเพื่อเอาไว้ยืดเวลาในการใช้งาน PDA ให้ยาวนานมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเอาไว้ใช้กับ PDA ได้แล้วยังสามารถประยุคเอาไปใช้กับโทรศัพท์มือถือบางรุ่นที่ใช้พอร์ต USB ในการชาร์จแบตเตอรี่ได้อีกด้วย
หลักการทำงานของแบตเตอรี่สำรอง
สำหรับแบตเตอรี่สำรองที่เราจะสร้างขึ้นนี้จะทำหน้าที่คล้ายๆ ที่ชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัวเพราะมันเป็นการปล่อยแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสมให้กับ PDA ผ่านพอร์ต USB ซึ่งก็จะเหมือนกับตอนที่เราเอา PDA เชื่อมต่อกับคอมพ์นั่นแหละครับ ที่มันจะชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วยและทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลไปในตัวด้วย (แต่ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองของเราไม่ต้องไปรับ-ส่งข้อมูลอะไรชาร์จไฟอย่าง เดียว)
ในส่วนแหล่งจ่ายไฟนั้นผมเลือกที่จะใช้ถ่านชาร์จหรือแบตเตอรี่ที่สามารถนำ กลับมาใช้ใหม่ได้ โดยถ่านชาร์จเหล่านี้จะจ่ายไฟขนาด 1.2 โวลต์ ออกมาแต่ก็ไม่เพียงพอกับการใช้งานของ PDA ที่ต้องการแรงดันไฟตั้งแต่ 3.6 โวลต์ขึ้นไป ฉะนั้นเราจึงต้องเอาถ่านชาร์จหลายๆ ก้อนมาต่ออนุกรมกัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแรงดันไฟให้มากขึ้นตามหลักการทางไฟฟ้าครับ เช่น หากเราต้องการแรงดันไฟ 5.0 โวลต์ เราก็เอาถ่านชาร์จ 4 ก้อน มาต่ออนุกรมกันก็จะได้เท่ากับ 1.2 + 1.2 + 1.2 + 1.2 โวลต์ = 4.8 โวลต์ ซึ่งก็ใกล้เคียง 5.0 โวล์ มากๆ (ทั้งนี้การเชื่อมต่อ PDA ด้วยสาย USB นั้นเป็นการจ่ายไฟแบบ 5.0 โวลต์ 500 มิลลิแอมป์ อยู่แล้วเราจึงสามารถใช้ถ่าน 4 ก้อน เชื่อมต่อได้เลยครับ)
ในส่วนของกระแสไฟฟ้านั้นหากเราเอาถ่าน 4 ก้อน มาต่ออนุกรมกันกระแสจะไม่เพิ่มตามเหมือนแรงดันไฟฟ้า ฉะนั้นถ่านชาร์จที่ท่านนำมาใช้จะเอาขนาดกระแสเท่าใดก็ได้ แต่ขอให้มากกว่าที่ PDA ต้องการเพื่อที่เวลาเราต่อใช้งานกับ PDA ระยะเวลาในการใช้งานจะได้ยาวนานมากขึ้น (กระแสยิ่งมากยิ่งดี) ซึ่งก็จะเหมือนกล้องดิจิตอลนั้นแหละครับยิ่งใช้ถ่านชาร์จที่จ่ายกระแสได้มาก …ระยะเวลาในการใช้งานก็จะมากตามไปด้วย
ที่มา http://hardware.arip.co.th/?p=1092
ความขัดแย้งในชีวิตคู่
คอลัมน์ สดจากจิตวิทยา
นฤภัค ฤธาทิพย์/กรมสุขภาพจิต
เป็นธรรมดาของคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่ง มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้น ดังลิ้นกับฟันที่ย่อมมีกระทบกันเป็นธรรมดา
อย่าง ไรก็ตาม การมีปัญหาขัดแย้งหรือกระทบกันอย่างไรก็อย่าให้ปัญหาที่เกิดขึ้นลุกลามถึง ขั้นแตกหักจนยากที่จะประสานรอยร้าวให้เหมือนเดิม ดังนั้น หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในชีวิตคู่ ควรที่จะ
- ไม่พูดเมื่อมีอารมณ์โกรธ เพราะขณะโกรธต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์ร้อน คำพูดที่ออกมาย่อมมีความรุนแรง จนอาจสร้างความบาดหมางและรอยร้าวให้เกิดขึ้นมากกว่าที่ควร ดังนั้น ให้ระงับอารมณ์ให้เป็นปกติเสียก่อน อาจทำได้โดย ออกจากสถานการณ์ในขณะนั้นไปสักพัก นับหนึ่งถึงร้อย พยายามนึกถึงผลเสียที่จะตามมาหากจัดการปัญหาในขณะมีอารมณ์
- หลังสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ควรหันหน้าพูดจากัน โดยพยายามบอกความรู้สึกและความคิดของตน การพูดคุยกันอาจมีความเห็นที่แตกต่างก็ควรเปิดใจรับฟังด้วยเหตุผล ไม่มุ่งแต่การเอาชนะ พยายามหาข้อยุติโดยการทำความตกลงร่วมกัน ต่อรองหรือหาทางออกที่สามารถยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
- หลังปัญหาการขัดแย้งที่เกิดขึ้น ต้องรู้จักที่จะให้อภัยกันและกัน ไม่ถือโทษโกรธกัน ทำความเข้าใจกัน และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากอารมณ์ชั่ววูบ
แม้ไม่มีใครที่จะ เข้าใจหรือเห็นด้วยกับใครได้ทุกเรื่อง แต่อย่าให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบมาทำลายความสัมพันธ์อันดีที่สร้าง ร่วมกันมา ลดทิฐิ ระงับอารมณ์ รับฟังเหตุผลและความรู้สึกของกันและกันเพื่อความสุขของชีวิตคู่
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNREU1TURNMU1nPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09TMHdNeTB4T1E9PQ==