ผมเคยลงทุนในกองทุนรวมหุ้น SCBDV ไว้จำนวนหนึ่งประมาณ 35000 บาท หรือประมาณ 4000 หน่วยลงทุน
ช่วงหลังราคาหุ้นตกลง ในความคิดของผม กลัวจะหุ้นตกลงเรื่อยๆ ทำให้ขาดทุนมากขึ้น จำนวนต้องใช้เงิน จึงต้องขายคืน
ขาดทุนไประมาณสามพันกว่าบาท ก็เสียใจมากเหมือนกัน มาตอนนี้ราคาหุ้นเริ่มกลับมาเหมือนเดิม
และแปลกใจมาก ที่ได้รับเงินปันผลกลับมาประมาณ สองพันกว่าบาท
จึงประทับใจกับการลงทุนแบบนี้ เทียบเป็นรายได้หรือดอกเบี้ยก็ประมาณ 10% ต่อปีเลยทีเดียว
ในขณะที่หุ้นตก แต่เราอาจจะได้เงินปันผล ในขณะเดียวกัน ในอนาคต หุ้นก็จะขึ้นอีก จนเราได้กำไรอีกครั้ง
จึงควรถือไว้ระยะยาว ประมาณ สิบปีขึ้นไป ก็จะเห็นว่า ไม่มีความเสี่ยงเลย และควรลงทุนไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นหุ้นตก ก็ควรลงทุนอีก
เพราะได้จำนวนหน่วยลงทุนเยอะในขณะที่ราคาที่จ่ายไปเท่าเดิม พอครบปีหรือกำหนดจ่ายเงินปันผล เราก็จะไ้ด้รับเงินปันผลคูณด้วยจำนวนลงทุน ยิ่งจำนวนหน่วยลงทุนมาก ยิ่งได้เงินปันผลเยอะไปด้วย
จึงควรทยอยลงทุนสม่ำเสมอ เรื่อยๆ ในระยะยาว ก็จะสบายครับ
ข้อแนะนำของนักการเงินที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของ คนทั่วไปมากที่สุดเห็นจะได้แก่ ข้อแนะนำที่บอกว่า วิธีออมเงินเพื่อวัยเกษียณที่ดีที่สุด คือ การออมไว้ในตลาดหุ้น แต่คนทั่วไปมักมีความรู้สึกว่า ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง เงินสำหรับไว้ใช้จ่ายในยามแก่เฒ่า น่าจะเก็บไว้ในที่ซึ่งปลอดภัย อาทิเช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ มากกว่า
สาเหตุที่ นักการเงินแนะนำเช่นนี้ เป็นเพราะแม้ว่าหุ้นจะมีความเสี่ยงมากกว่าเงินฝาก หรือตราสารหนี้มาก อาทิเช่น ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี หุ้นอาจทำให้คุณขาดทุนได้มากถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นอีก ในขณะที่ตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน อาทิเช่น 3-5 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่ก็เพราะหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่านี่แหละที่ทำให้ในระยะยาวแล้ว หุ้นจะต้องให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เพราะชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่านั่นเอง
การออมเงินเพื่อเกษียณเป็นการออมที่มีระยะเวลาออมที่นานมาก ดังนั้น มันจึงเหมาะกับการออมไว้ในหุ้นมากที่สุด
เรา พบว่า การออมเงินไว้ในหุ้นนั้น ยิ่งมีระยะเวลาออมนานเท่าไร ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจะยิ่งมีความผันผวนน้อยลง และมีค่าเป็นบวกด้วย ที่สำคัญ มันสูงกว่าการออมไว้ในหลักทรัพย์ชนิดอื่นๆ ทั้งหมดแบบเทียบกันไม่ได้ แต่คำว่าระยะยาวที่ว่านี้ จะต้องยาวเกิน 15 ปีขึ้นไปนะครับ
มีหลายคนระแวงสงสัยว่า การออมเงินไว้เฉยๆ ในตลาดหุ้นนานๆ จะดีจริงหรือ หลายคนมีความเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยถือยาวไม่ได้ เพราะอย่างเมื่อปีที่แล้ว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่แถวๆ 900 จุด ก็เพิ่งจะร่วงลงมาอย่างแรงจนเหลือเพียงแค่ 380 จุดเท่านั้น แล้วอย่างนี้การออมเงินเกษียณด้วยการซื้อหุ้นทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการขายออกมาเลยจนกว่าจะใกล้เกษียณ จะเป็นวิธีการที่ดีจริงหรือ
เกี่ยว กับเรื่องนี้ ผมมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การออมเงินไว้ในตลาดหุ้นไทยเป็นเวลานานมากๆ โดยไม่มีการซื้อๆ ขายๆ ระหว่างทาง สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จริงๆ เพราะบ้านเรามีกองทุนรวมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กองทุนรวมหุ้นที่เลียนแบบดัชนี (Index Fund) อยู่ กองทุนประเภทนี้มีนโยบายการลงทุนง่ายๆ ด้วยการกระจายเงินลงทุนทั้งหมดไว้ในหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี หุ้น เพื่อให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนเปลี่ยนแปลงไปตามดัชนีตลาดหุ้นที่เปลี่ยน ไปด้วย กองทุนรวมทหารไทย SET50 ของ บลจ.ทหารไทย ลงทุนในหุ้น 50 ตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นมานานแล้วพอสมควร คือ ตั้งแต่ปี 2544 เราจึงสามารถศึกษาอะไรจากผลการดำเนินงานของกองทุนนี้ได้ ปรากฏว่า ผลการดำเนินงานของกองทุนนี้เมื่อเร็วๆ นี้เป็นดังนี้ครับ
ผลการดำเนินงาน คำนวณ ณ วันที่ 17 เมษายน 2552
ระยะเวลา
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี -45.01%
ย้อนหลัง 3 ปี -31.17%
ตั้งแต่จัดตั้ง (23/3/44) 123.68%
ช่วง เดือนเมษายน 2552 เป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยกำลังย่ำแย่เต็มที่เพราะปัญหาซับไพร์ม จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนนี้ ติดลบมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็พอๆ กับความเลวร้ายของตลาดหุ้นไทยในเวลานั้นเลยทีเดียว หรือถ้าคิดให้เป็นผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ผลตอบแทนก็ยังคงแย่อยู่ดี เพราะยังติดลบมากถึง 31 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากดูผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนเลย คือ เมื่อ 8 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนี้ จะพบว่ากองทุนยังให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 123.68 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว ซึ่งสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบอื่นใดในช่วงเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน ทั้งที่เราวัดผลหลังจากที่เพิ่งเจอวิกฤติไปหมาดๆ
ดังนั้น ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นบ้านเราจะเป็นตลาดหุ้นที่ผันผวนมาก แต่ถ้าระยะเวลาที่ออมเป็นช่วงเวลาที่ยาวมากจริงๆ การออมไว้ในหุ้นจึงยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดอยู่ดี
เคล็ด ลับที่สำคัญของการออมเงินเกษียณไว้ในหุ้น คือ ต้องเป็นการออมแบบซื้อสะสมไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การซื้อๆ ขายๆ เพื่อทำกำไรส่วนต่างไปตลอดทาง เราอาจคิดว่า การซื้อๆ ขายๆ ไปด้วย จะทำให้ได้ผลตอบแทนดีขึ้นอีก แต่ที่จริงแล้ว คนส่วนใหญ่เจ๊งหุ้นก็เพราะซื้อๆ ขายๆ บ่อยๆ นี่แหละ
ในระยะยาวมากๆ ผลตอบแทนของหุ้นจะวิ่งเข้าหาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทที่เราลง ทุนเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราไปซื้อๆ ขายๆ ระหว่างทางเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น เราอาจซื้อขายผิดจังหวะ ทำให้ผลตอบแทนมีความไม่แน่นอน อาทิเช่น พอดัชนีหุ้นหล่นจาก 900 จุด มาเหลือแค่ 700 จุด เราไม่ยอมขาย แต่พอมันร่วงลงต่อไปอีกจนเหลือเพียงแค่ 380 จุด คราวนี้เรากลับถอดใจ เทขายออกมา เพราะกลัวว่ามันจะลงต่อไปอีกเหลือแค่ 200 จุด พอเราขายทิ้งเสร็จ ตลาดหุ้นก็ขึ้นพอดี จากที่ขาดทุนแค่ชั่วคราว ก็เลยกลายเป็นขาดทุนถาวรไป เป็นต้น
เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งของการออมเงินเกษียณไว้ในหุ้น คือ พอร์ตที่ลงทุนจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงที่มากพอด้วย เพราะถ้าหากเราออมเงินได้นานจริง แต่เราลงทุนไว้ในหุ้นแค่ตัวเดียว แล้วบังเอิญหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการที่ล้มเหลวในระยะ ยาว เงินลงทุนของเราก็คงหายไปหมด
ที่จริงแล้ว วิธีที่ดีที่สุดในการออมเงินเพื่อเกษียณ คือ การออมด้วยการซื้อกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี เพราะตราบใดที่ประเทศไทยยังอยู่ โอกาสที่หุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีตลาดหุ้นไทย จะล้มหายตายจากไปพร้อมๆ กันนั้น แทบจะไม่มีเลย
นอกจากนี้ คุณต้องมีเวลาเหลือที่จะออมก่อนถึงวัยเกษียณไม่ต่ำกว่า 15 ปีด้วย ถึงจะสามารถออมไว้ในหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าแต่มีความแน่นอนสูงได้ครับ
By Narin
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7095&user=Narin
วิถีมหาเศรษฐี….
W. Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man In Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน เขาพบลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1) ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรักและมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง มันเป็นผลพลอยได้ ในมุมของ VI หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน อย่าลงทุนแบบจ้องหาหรือหมกมุ่นกับผลตอบแทนเกินไป มีความสุขกับการลงทุน ทำหรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง เงินจะมาเอง
2) รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ที่สำคัญต้องรู้ว่า อะไรคือความสามารถหรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าต้องไปทำงานทุกวัน นั่นก็ผิดแล้ว งานจะไม่ใช่งานถ้าคุณทำแล้วมีความสุขและเป็นสิ่งที่คุณอยากทำ วอเร็น บัฟเฟตต์เคยบอกกับซูซี่อดีตภรรยาที่ล่วงลับไปในตอนที่แต่งงานกันใหม่ ๆ ว่า เขาจะต้องรวย เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนักหรือมีความเก่งเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะเขาเกิดมาด้วยทักษะที่ถูกต้อง ในสถานที่ที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือ ทักษะในการจัดสรรเงินทุน หรือก็คือ การลงทุนนั่นเอง
3) เป็นนายของตัวเอง คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายกับ Value Investor เพราะนักลงทุนนั้น ทุกคนเป็นนายของตัวเอง
4) เสพติดความทะเยอทะยาน คนเราทุกคนต่างก็เสพติดอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างในชีวิต เราติดกาแฟ ติด Internet ติดเหล้า ติดเซ็กส์ ติดอำนาจ เราต้องคิดว่าติดอะไรแล้วจะเป็นประโยชน์ มหาเศรษฐีบอกว่า “ไม่มีความมั่งคั่งถ้าไม่มีความทะเยอทะยาน” ทำอะไรสำเร็จแล้วก็ต้องพยายามทำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนั้นมีด้านมืด มันอาจทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปและเป็นอันตราย ความทะเยอทะยานนั้นควรจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและเราจะต้องไม่ปล่อยให้มัน อยู่เหนือการควบคุมของเรา
5) ตื่นเช้า มาถึงก่อน เริ่มตั้งแต่อายุน้อย ในเรื่องของการทำงานทั่วไปและในฐานะของผู้บริหารหรือผู้ประกอบการนั้นผมคิด ว่าต้องทำทั้งสามเรื่อง แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมคิดว่าการเริ่มตั้งแต่อายุน้อยนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสประสบความ สำเร็จสูงและเป็นเศรษฐีได้ง่ายที่สุด แนวทางข้อนี้ค่อนข้างจะต้องสัมพันธ์กับข้อสอง นั่นคือ ถ้าคุณสามารถค้นพบตัวเองว่าเก่งทางไหนตั้งแต่อายุน้อย ความสำเร็จก็ไม่หนีไปไหน
6) อย่าตั้งเป้าหมาย ลงมือทำให้สำเร็จทีละน้อย เดินหน้าไปทุกวัน เป้าหมายหรือแผนธุรกิจนั้น พอเขียนเสร็จก็ล้าสมัยแล้ว มหาเศรษฐีบางคนไม่มี Business Plan และไม่ตั้งแม้แต่เป้ายอดขายด้วยซ้ำ ข้อนี้ฟังดูเหลือเชื่อ ผมคิดว่าเป้าหมายคงอยู่ในใจและเป็นเป้ากว้าง ๆ ที่จะช่วยบอกทิศทาง พวกเขาเน้นที่การปฏิบัติว่าต้องได้ผลมากกว่าการตั้งเป้าแต่ปฏิบัติไม่ สำเร็จ นักลงทุนเองก็ควรคิดว่า Execution หรือการปฏิบัตินั้น สำคัญกว่าเป้าหมายมาก ถ้าเราลงทุนแล้วพอร์ตเราโตขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละความสำเร็จ
7) อย่ากลัวความล้มเหลว ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จก็คือ กล้าที่จะล้มเหลว และล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนด้วย ทุกคนจะต้องเคยล้มเหลวมาบ้าง ไม่มีใครประสบความสำเร็จตลอดโดยที่ไม่มีความล้มเหลวมาคั่น ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่กล้าทำอะไร ว่าที่จริง ไม่มีคำว่าล้มเหลวยกเว้นว่าคุณจะเลิก การลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่คุณจะประสบความสำเร็จตลอด อย่าเลิกเมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ
ทำเลไม่สำคัญ ทำเลที่ว่านี้คือสถานที่ที่คุณอยู่หรือที่ที่คุณทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไหน คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหญ่หรือเมืองธุรกิจ หลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายการสื่อสารที่ทรง ประสิทธิภาพ ว่าที่จริง บัฟเฟตต์นั้น อยู่ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา ซึ่งเป็นเมืองทางการเกษตรมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจลงทุนเมื่อ 50 ปีก่อนที่การสื่อสารยังไม่ดีนัก แทนที่จะอยู่ที่นิวยอร์คหรือบอสตันที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน ผมเองคิดว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องอยู่ที่กรุงเทพถึงจะประสบความสำเร็จในการ ลงทุน ว่าที่จริง ยิ่งห่างอาจจะยิ่งดี
9) ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ นี่เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดว่า “ชื่อเสียงนั้นใช้เวลา 20 ปีในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการทำลาย ดังนั้นคุณต้องสำนึกไว้ตลอดเวลา”
10) เน้นที่การขาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่าบางสิ่งบางอย่างจะถูกขายออกไป นักลงทุนไม่ได้ขายอะไร แต่ต้องรู้ว่า บริษัทที่เราลงทุนนั้นขายอะไร และการขายเป็นหัวใจของความสำเร็จของบริษัท และเป็นความสำเร็จของราคาหุ้น ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่า VI จำนวนมากชอบดูกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้าย แต่ไม่ค่อยดูยอดขายที่เป็นบันทัดแรกในงบการเงิน
11) ขอยืมไอเดียจากคนที่เก่งที่สุดและคนที่แย่ที่สุด การอ่านประวัติและวิธีคิดของคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด อย่างการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรมาทดแทนได้
12) ไม่มีวันเกษียณ การเกษียณจะทำให้ชีวิตคุณล้มเหลว การเกษียณเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเกษียณเป็นอันตรายต่อความสนุกในชีวิต อันตรายต่อความมั่งคั่งส่วนตัว นักลงทุนไม่มีวันเกษียณ บัฟเฟตต์ และ มังเจอร์ อายุเกือบ 80 ปีแล้วยังทำงานทุกวัน แม้แต่ปีเตอร์ ลินช์ หรือ จอห์น เนฟฟ์ ที่เกษียณจากการบริหารกองทุนรวมแต่พวกเขาก็ยังบริหารกองทุนส่วนตัวอยู่
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร