ช่วงนี้สนใจออมเงินด้วย กองทุนรวม เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับดีกว่า ฝากเงินในธนาคารทั่วไป
เนื่องจากผมมีบัญชีเงินฝากของธนาคารไทยพาณิชย์อยู่แล้ว และสมัครใช้ SCB easy net แล้วด้วย ( www.scbeasy.com )
ก็ยิ่งสะดวกในการซื้อขายเพิ่มเติมในกองทุนรวมต่างๆ
วิธีการซื้อกองทุนรวม ง่ายมาก ไปธนาคารนำบัตรประชาชนไปด้วย บอกว่าซื้อกองทุนรวม SCBSFF หรือ กองทุนรวมสะสมทรัพย์ตราสารหนี้ มีจุดเด่นที่คล่องตัวสูงพอๆ กับฝากออมทรัพย์ แต่ผลประโยชน์สูงกว่าเล็กน้อย หรือพอๆ กับฝากประจำ
แต่สะดวกซื้อ หรือ ขายคืนได้ จะได้รับเงินเข้าบัญชีในวันถัดไป โดยมีความเสี่ยงต่ำ ราคาไม่เคยตก (ปีหนึ่งตกประมาณ 2 วันได้)
แต่สำหรับผมอะไรๆ ก็ไม่มั่งคงหรอก เผื่อไว้อย่าลงให้มากยังมีความเสี่ยงอยู่ครับ
หากซื้อกองทุนประมาณหลักหมื่น ก็จะได้ผลประโยชน์ประมาณหลักบาทต่อวัน มีเงินเพิ่มทุกวัน แม้ไม่มาก แต่คิดให้เราทุกวัน
ขายได้เงินคืนทุกวันทำการด้วย สะดวกกว่าฝากประจำที่ยังต้องเสียภาษีด้วย แต่กองทุนรวมนี้ไม่เสียครับ
ในโอกาสต่อไป จะลองไปเล่นกองทุนรวมหุ้นบ้าง หรือ SCBSET ผมประโยชน์ดีกว่า ประมาณวันละ 1% แต่ก็มีโอกาสลดลงเช่นกัน
ต้องศึกษา และยอมรับควาเสี่ยงเอาเอง ลงทุนน้อยกว่า แต่เสี่ยงกว่า คุ้มกว่าด้วย (หากได้กำไร)
เรื่องรอยราวต่อ
10. ไม่มีรอยร้าวแต่ปูนฉาบหลุดออกมาเป็นแผ่นเลย
อาการนี้ถ้าเราเอามือเคาะ จะมีความรู้สึกว่าผนังนั้นเป็นโพรง เกิดจากการเกาะของผิวปูนฉาบกับของผนังไม่ดี ยิ่งหากเป็นผนับหล่อคอนกรีต โอกาสจะเกิดปัญหาเช่นนี้มีมาก อาจจะเป็นเพราะตอนที่จะฉาบปูนนั้นไม่มีการ “ตีน้ำ” ให้ผนังชุ่มเพียงพอ พอฉาบปูนเข้าไปผนังก็จะดูดน้ำปูนไปจนหมด ปูนฉาบก็ขาดสภาพที่ดี หรือผนังนั้นมีความมันมาก หรือมีคราบความสกปรกอยู่ปูนฉาบจึงไม่เกาะ หรือฉาบปูนหนาเกินไป ทำให้ขณะที่ปูนฉาบกำลังจะเซ็ทตัว มีความร้อนเกิดขึ้นที่ผิวในของปูนฉาบมาก ความร้อนพยายามจะพลุ่งออกมาข้างนอก เลยทำให้ปูนฉาบนั้นแห้งเร็วผิดปกติ (กรณีนี้จะทำให้ผิวเกิดความแตกร้าวด้วย)
การแก้ไขก็น่าจะต้องดูแลที่ต้นเหตุ หรือหากยังไม่อยากแก้ก็ไม่เป็นไร รอดูไปเรื่อยๆ หากเมื่อไรปูนฉาบตั้งท่านจะหล่นลงมาทำอันตรายเรา ก็ต้องเลาะปูนฉาบนั้นออกแล้วก็ฉาบเข้าไปใหม่อย่างถูกวิธีละครับ
11. รอยร้าวใต้คาน เชิญฝนเข้าบ้าน
รอยร้าวแบบนี้จะเป็นเพียงรอยร่องเล็กๆ อยู่ระหว่างยอดของผนังกับท้องคาน เวลาฝนตกลงมา น้ำที่ไหลมาจากผนังข้างบนผ่านคานแล้วก็จะถูกดูดเข้าไปในตัวอาคาร เกิดจากการก่อผนังที่เร่งร้อนมากเกินไป เพราะปูนสอที่ก่ออิฐนั้นจะต้องมีการเซ็ทตัวแล้วก็ยุบตัว หากเราไม่รอเวลาจนปูนสอเซ็นตัว แล้วก็ฉาบปูนเข้าไปเลย เวลาปูนสอยุบตัวก็จะทำให้ผนังนั้นเตี้ยลงมาเล็กน้อย (นิดเดียว) แต่ก็ทำให้เกิดร่องดังกล่าว
การแก้ไขที่ต้นเหตุอาจจะเป็นเรื่องยาก เพราะต้องสกัดเป็นรอยโตๆ แล้วก็ก่ออิฐเข้าไปแล้วก็ฉาบปูนใหม่ น่าจะแก้ไขที่ปลายเหตุ (กรณีที่รอยร้าวไม่โตมาก) หากเป็นรอยเล็กๆๆก็ใชอาคลิลิคอุดเข้าไป หากรอยโตขึ้นนิดนึงก็ใช้ซิลิโคนอุด หากอยากจะให้สบายใจหนักเข้าไปอีกก็ทำหลบหรือปีก Flushing ที่คาน ไม่ให้น้ำไหลมาที่รอยนี้เลยก็ได้
12. รอยแตกร้าวข้างผนังตรงบรรจบกับเสา
หมายถึงรอยหรือรูระหว่างผนัง(ก่ออิฐ) กับเสาทั้งสองด้าน เป็นรอยตรงๆแนวตั้ง ซึ่งจะพาน้ำฝนเข้ามาในบ้านเราเหมือนกับข้อ ๑๑ (รอยร้าวใต้คาน) สาเหตุก็เพราะผนังมีอาการขยับตัว (หวังว่าเสาคงไม่ขยับตัว เพราะหากเสาขยับตัว ก็จะมีรอยร้าวส่วนอื่นเกิดขึ้นแล้ว) การที่ผนังมีอาการขยับตัวก็อาจเพราะไม่มีเสาเอ็นที่ยันระหว่าพื้นถึงพื้นเลย หรือไม่มีทับหลังจากเสาถึงเสาเลย และอาจจะเกิดเพราะไม่ได้เสียบ “หนวดกุ้ง” ซึ่งเป็นเหล็กเส้นเล็กๆยาวประมาณ ๑ ฟุต เสียบในเสาแล้วยื่นมาในผนังระยะทุก ๑ ฟุต ทำให้ผนังกับเสามีการขยับเล็กน้อยได้
แนวทางแก้ไขก็น่าจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุเหมือนข้อ ๑๑ คือเอาซิลิโคนยิงอุดเสีย ยกเว้นแต่เป็นรอยใหญ่มากและผนังมีอาการขยับตัวเล็กน้อย หากเป็นแบบนั้นก็อาจจะต้องสกัดผนังไปถึงเสาเอ็น(หากมี) แล้วก็ก่อฉาบใหม่ครับ
13. รอยร้าวที่กระเบื้องในห้องน้ำ
เป็นรอยร้าวที่เกิดเป็นแนวยาว หรือแนวขนนกเกิดขึ้นที่ผนังกระเบื้องห้องน้ำ มาจากหลายสาเหตุ สาเหตุแรกก็คล้ายกับข้อ ๑๑ คือปูนสอยุบตัวแล้วดึงกระเบื้องให้แตก (ส่วนใหญ่หากเกิดเพราะเหตุนี้ กระเบื้องจะปูแบบน้ำปูนหรือกาว มากกว่าการปูแบบซาละเปา) หรือสาเหตุอาจจะเกิดจากตอนก่อสร้างที่ช่างเดินท่อทั้งหลาย ทุบสกัดจนผนังสั่นสะเทือน เกิดโพรงระหว่างก้อนอิฐ พอติดกระเบื้องเสร็จ ก็พยายามเซ็ตตัวลง ก็เลยมาดึงกระเบื้องแตก หรืออาจจะเกิดจากการวางท่อน้ำร้อนฝังผนังตื้นเกินไป ทำให้ความร้อนจากท่อกระจายมาถึงกระเบื้องได้ กระเบื้อง(ซึ่งมักจะเย็น) ก็เลยเกิดอาการแตกร้าว
แนวทางการแก้ไขต้องพิจารณาดูว่า แตกมากไหมหรือจะมีโอกาสหลุดไหม หรือเป็นร่องจนน้ำมีโอกาสซึมเข้าไป เป็นต้น หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะต้องเลาะกระเบื้องออกแล้วปูเข้าไปใหม่ หากไม่น่าเกลียดมากนักและไม่มีเสียงเป็นโพรง ก็อาจจะทิ้งไว้ก็ได้ครับ
14. รอยร้าวที่พื้นหินขัด (แถมมีรอยเป็นจ้ำๆด้วย)
รอยร้าวแบบนี้คงเคยเห็นกันบ่อยมาก ปัญหาพื้นฐานมักจะเกิดจากการเทปูนหินขัดแล้ว ใจร้อนไปหน่อย รีบขัดหน้าหินแทนที่จะทิ้งไว้ให้ปูนเซ็ตตัวอย่างน้อย ๑๕ วัน พอเอาเครื่องขัดที่มีความสั่นสะเทือนสูงไปขัดก่อนกำหนด ปูนก็เลยลดคุณภาพไปมีความแกร่งไม่พอ พอไม่นานก็เกิดรอยร้าว ยิ่งถ้าเร่งเอา wax ลงขัดหน้าเข้าไปตอนพื้นยังไม่แห้งสนิทจริง wax ก็จะไปปิดกั้นไม่ให้ความชื้นระเหยออกมา ก็จะเกิดอาการเป็นจ้ำๆ สวยเชียว
แนวทางแก้ไขก็คงไปคิดที่ปลายเหตุ (ตามเคย) เพราะการเลาะหินขัดทำใหม่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็น wet process (กรณีที่ใช้อาคารแล้ว) ก็ต้องเอาความชื้นออกจากพื้นให้หมด แล้วขัดเงาพื้นใหม่ด้วยwax อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ให้เงามากที่สุด เพื่อเอาแสงสะท้อนปกปิดรอย (illusion) ครับ
15. รอยร้าวที่หินขัดตามแนวคาน จากเสาถึงเสา
บางครั้งพื้นหินขัดไม่ได้แตกเป็นลายงาอย่างข้อที่ ๑๔ แต่จะแตกเป็นรอยยาวตามแนวคานจากเสาถึงเสาเลย อาการแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเพราะไม่ได้เทหินขัดทีเดียวเต็มห้อง มีการหยุดเทตามแนวคานนั้น แล้วการเทต่อไม่เตรียมการไว้ดีพอจึงเกิดปัญหารอยต่อเป็นรอยร้าว หรืออาจจะเป็นเพราะโครงสร้างพื้นเป็นพื้นสำเร็จ (ที่ไม่น่าจะเสียบ shear steel ถูกต้อง หรือไม่ได้เชื่อม side plate เอาไว้) พอมีอะไรสะเทือนเกิดขึ้น พื้นสำเร็จที่วางหัวท้ายไว้ที่บ่าคาน ก็เกิดอาการ “ดิ้น” เลยทำให้พื้นหินขัดท่านเกิดรอยร้าว
แนวทางการแก้ปัญหาก็คงเหมือนกับข้อที่ผ่านมา (ข้อ ๑๔) คือขัดให้มันวาว ยกเว้นแต่ว่ามีรอยร้าวกว้างใหญ่จนพื้นสำเร็จอาจจะดิ้นหลุดจากบ่าคาน (ไม่น่าจะเป็นไปได้) ค่อยต้องทำการอย่างอื่นแก้ไขต่อไป
16. รอยแตกเป็นแนวยาวที่กลางเสา
หากเป็นรอยร้าวแบบนี้ต้องตรวจก่อนว่าเป็นการร้าวที่ปูนฉาบหรือเปล่า อาจจะต้องเคาะตรงบริเวณนั้น แล้วก็ฟังเสียงดูว่าเป็นอย่างไร หากเป็นเสียงกลวงๆก็น่าจะเป็นเพราะปูนฉาบนั้นมีการล่อนตัวไม่ติดแน่น หากไม่ใช่ร้าวเพราะปูนฉาบก็เป็นเรื่องอันตรายทีเดียว เหตุอาจจะเกิดจากการหล่อและจี้ปูนไม่ดี หรือไม้แบบเป็นตะเข็บรั่ว หรืออาจจะเพราะเสาต้นนั้นมีพฤติกรรมการรับแรงที่ไม่ปกติ
แนวทางการแก้ไขหากเป็นปูนฉาบก็คงไม่เป็นไร เอาโพลี่ยูริเทนหรืออคลิลิคยาแนวนั้น แล้วก็ทาสีทับ ก็เป็นอันจบพิธี (ยกเว้นแต่ปูนฉาบนั้นจะร่วงลงมาแล้ว ก็กระเทาะปูนฉาบออกแล้วก็ฉาบใหม่เข้าไป)
หากเป็นเพราะระบบโครงสร้างมีปัญหา ก็ต้องถามวิศวกรโครงสร้างท่าน ซึ่งวิศวกรอาจจะทำเพียงการอัดอีพ๊อกซี่เข้าไป หรืออาจจะต้องให้ดามให้รื้อโครงสร้างก็ได้ครับ
17. รอยแตกเล็กๆที่กลางเสา ขวางรอบเป็นวงแหวน
ต้องสำรวจก่อนว่าเสานั้นเอียงหรือเปล่า หากเสาเอียงก็น่าจะเกิดจากการรับน้ำหนักไม่ได้ดิ่ง ก็เลยเกิดรอยแบบนี้ หากเสาไม่เอียงจะเป็นเรื่องที่ตรวจสอบค่อนข้างยากมาก เพราะเสาโครงสร้างอาจจะเอียงอยู่ แต่ผู้รับเหมาใจดีท่าน “พอกปูน” และตกแต่งจนเสาที่ออกมาทางสถาปัตยกรรมนั้นตรง
แนวทางการแก้ไข พยายามดูว่าเป็นเพราะปูนฉาบหรือเปล่า หากไม่เป็นปูนฉาบก็ต้องพิจารณาต่อว่ารอยเล็กๆนั้นมีขนาดเท่ากันรอบเสาหรือไม่ หากขนาดเท่ากันอีก (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้) อาจจะต้องลองสกัดดูแล้วละครับว่า โครงสร้างที่แท้จริงคืออะไร หากสกัดแล้วเป็นแค่ปูนฉาบก็ฉาบปูนเข้าไปใหม่ หากสกัดแล้วเสาคอนกรีตโครงสร้างก็ร้าวด้วย คราวนี้ก็ต้องเชิญวิศวกรเขามาดูต่อดีกว่าครับ
18. รอยร้าวที่พื้นกับคานชั้นล่าง
ที่บอกว่าเป็นชั้นล่างก็เพราะ ถ้าเป็นชั้นบนสงสัยจะเป็นอาการใกล้วิบัติแล้ว รอยร้าวแบบนี้จะปรากฎเป็นแนวยาวแยกระหว่างพื้นกับคาน สาเหตุที่เกิดก็เพราะพื้นนั้นเป็น Slab on Ground เป็นพื้นวางบนดินและถ่ายน้ำหนักลงที่พื้นดินโดยตรง ในขณะที่คานนั้นจะถ่ายน้ำหนักไปที่เสา แล้วก็ไปตอม่อ ไปฐานรากแล้วก็เสาเข็ม การทรุดตัวของคานจึงน้อยกว่าพื้น เมื่อมีการทรุดตัวไม่เท่ากัน ก็ต้องเกิดการแตกแยกเป็นธรรมดา
แนวทางแก้ไข ก็ต้องไปกันที่ปลายเหตุอีกแล้ว คือใช้วัสดุยาอัดเข้าไป เช่นยางมะตอย(อย่างดี) ซิลิโคน เป็นต้น แต่ต้องเป็นวัสดุที่ยืดหยุ่นเพื่อไม่ให้โครงสร้างนั้นติดกัน (เพราะจะยิ่งดึงให้เกิดการแตกหักในส่วนที่สำคัญกว่า และจะแก้ไขยากกว่า)
19. รอยร้าวที่พื้นชั้นล่าง ร้าวมากจะเทพื้นใหม่
ลักษณะจะเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ แล้วก็มีความชื้นเล็ดลอดเข้ามา เป็นที่น่ารำคาญ บางครั้งอาจจะทรุดตัวแยกออกจากกันเลย ส่วนใหญ่เขาก็มักจะเทคอนกรีตทับลงไป บางคนก็เอาทรายลงก่อนแล้วก็ค่อยเทคอนกรีต ปรากฎว่าคราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งอาจจะมีการร้าวหนักมากขึ้น หรือความชื้นก็ยิ่งขึ้นมามากขึ้น เพราะความชื้นที่เกิดจะสะสมในทรายที่มีพื้นคอนกรีตกันอยู่ทั้ง ๒ ด้าน (พื้นใหม่ และพื้นเก่า) จะวิ่งออกมาใหญ่เลย ….นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดไปแล้ว
แนวทางแก้ไข (แนวคิด) หากต้องการจะทำพื้นใหม่ “ต้องทุบพื้นเก่าออกเสมอ” และพื้นใหม่ที่จะทำนั้น “ต้องมีโครงสร้างเหมือนพื้นเดิม” ถ้าเป็นพื้นสำเร็จก็ต้องเปลี่ยนเป็นพื้นสำเร็จ ถ้าเป็นพื้นวางบนดินก็ต้องวางบนดิน แต่เป็นพื้นวางบนคานจะเปลี่ยนเป็นวางบนดินได้ แต่เปลี่ยนเป็นพื้นสำเร็จไม่ได้ (พฤติกรรมการรับแรงของคาน ๔ ตัว ๔ ด้าน จะเหลือเพียง ๒ ด้านเท่านั้น) หากเป็นพื้นวางบนดิน แล้วไม่อยากให้ทรุดมาก ก็อาจจะตอกเสาเข็มสั้นๆลงไปรับพื้นก็ได้ …แต่ห้ามเชื่อมพื้นกับคานเด็ดขาด
20. ถนนร้าว จะเทคอนกรีตทับหนาเท่าไร
ถนนนั้นเป็น slab on ground แน่นอน (ถนนปกติ) การทรุดหรือแตกร้าวจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากจะปรับผิว ปิดรอยร้าว หรือปรับระดับใหม่ ….”ห้ามเทคอนกรีตทับ” เพราะคอนกรีตที่เททับเข้าไปจะเป็นน้ำหนักมหาศาล (ประมาณ ๓๐๐ กิโลกรัม/ตารางเมตร) ก็จะยิ่งกดทับพื้นเดิม และพื้นเดิมก็จะกดไปที่ sub base ทำให้บรรดาหินและทรายบดอัด และพื้นดินใต้ถนนที่เป็น sub base จะยิ่งทรุดตัวลงไปอีก หากยิ่งเทคอนกรีตทับลงไปอีก ปฎิกริยาลูกโซ่ก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากเข้าไปอีก
แนวทางแก้ไขก็คือ ต้องทุบถนนเดิมออก ปรับซับเบสให้แน่น (say 95% standard progter scale !!) แล้วค่อยเทคอนกรีตถนนใหม่ครับ
ที่มา http://www.thaiengineering.com/article/civil/structure/crack_cement.asp
วันนี้ถือโอกาสไปทำบุญที่วัด ด้วยพระพุทธรูปประจำวันเกิด โดยผมและลูกเกิดวันพฤหัส
จึงถวายพระพุทธรูป ปางสมาธิ ส่วนแม่เจ้าตัวเล็ก เกิดวันอังคารจึงถวายพระปางนอน
วันนี้อิ่มบุญดีแท้ สบายใจ มีสมาธิในการทำงานดี
รายละเอียดเพิ่มเติม
เกิดวันพฤหัสบดี พระประจำวันเกิดคือ ปางตรัสรู้ หรือปางสมาธิ
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองหงายวางซ้อนกัน บนพระเพลา คือพระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ขาวทับพระชงฆ์ซ้าย
ประวัติและความสำคัญ
เมื่อพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ ทรงกำจัดพญามาร และเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี ตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันพระอาทิตย์จะอัสดง ก็ทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติเป็นกำลังภายในสนับสนุนเพิ่มพูนแรงปฎิบัติภาวนาให้ยิ่งขึ้น ดังนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลาทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตใจให้ปราศ จากอุปกิเลสจนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปสมบัติตามลำดับ ต่อจากนั้น ก็ทรงเจริญญานอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามลำดับแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรี นั้นคือ ในปฐมยาม ทรงบรรลปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจตูปปาตญาณ หรือทิพจักขุญาณ สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการจุติและปฎิสนธิของสัตว์ทั้งหลายได้หมด ในปัจฌิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ด้วยปัญญาพิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลมทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ สาวไปข้างหน้าและสาวกลับไปมาแล้ว ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลา ปัจจุสสมัยรุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ถึงกับทรงเปล่งอุทานเย้ยตัณหา อันเป็นตัวการก่อให้เกิดสงสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์หลายเอนกชาติว่า “นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหานายช่างเรือนคือตัณหา ตลอดชาติอันจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พบท่านเลย นับแต่นี้ไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตไม่ได้อีกแล้ว กลอนเรือนเราก็ได้รื้อเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งมีกิเลสไปปราศแล้ว เราถึงความดับสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว” ในขณะนั้นมหาอัศจรรย์ก็บังเกิดมีขึ้น กล่าวคือ พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษาชาติทั้งหลายก็ผลิตดอกออกช่องามตระการตา เทพเจ้าทุกข์ชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุปผามาลัยทำสักการะบูชา เปล่งวาจาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยปีติยินดีเป็นเหตุอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เรื่องนี้จึงเป็นมูลเหตุให้มีการสร้างพระพุทธรูปปางตรัสรู เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ฉะนี้แล
คาถาสวดบูชา
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตารักขัง มหาสัตตัง
วเนจรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง ฯ
———————————————
เกิดวันอังคาร พระประจำวันเกิดคือ ปางไสยาสน์
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงขวา เมื่อคราวจะปรินิพพาน หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทายไปตามพระวรกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางอยู่ที่พื้นข้างพระวรกาย พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาลักษณะตั้งซ้อนกัน
ประวัติและความสำคัญ
พระพุทธเจ้าครั้นโปรดสุภัททปริพาชกให้บรรพชาอุปสมบทและให้สำเร็จเป็น พระอริยเจ้าเป็นปัจฉิมสาวกแล้ว ต่อมาพระอานนท์จึงได้ทูลถามพระองค์ว่า พระฉันนะถือตัวว่าเป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์คราวเสด็จออกบวช เป็นคนว่ายากสอนยาก แม้จะกรุณาเตือนแล้วก็ตาม เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว ยิ่งจะว่ายากขึ้นไปอีก หาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติต่อพระฉันนะนั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ คือ ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอน เมื่อถูกพรหมทัณฑ์แล้ว จะสำนึกผิดเอง ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสปัจฉิมโมวาท เตือนว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรม เธอทั้งหลาย จงทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ในลำดับแห่งการพิจารณาองค์แห่งจตุถฌาน ก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินใหญ่ไหวสะเทือนสะท้าน เกิดการโลมชาติ ชูชันขันพองสยองเกล้า กลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ พร้อมกับการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายพากันเศร้าโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญถึงพระองค์ พระอานนท์และพระอนุรุทธเถระได้แสดงธรรมเพื่อปลอบโยนมหาชน พุทธศาสนิกชนเมื่อรำลึกถึงการเสด็จปรินิพพานของพระองค์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เพื่อบูชาพระพุทธองค์
คาถาสวดบูชา
ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เส ฯ
============
ที่มา http://www.mahamodo.com/tamnai/pra_day8born.aspx