ใครๆ ก็ฝันอยากนอนกอด “เงินล้าน” กันทั้งนั้น

ความฝันนี้ในอดีตคงมีเพียง “เถ้าแก่” หรือผู้ที่ความรวยติดสายสะดือมาด้วยเท่านั้น ที่มีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ แต่ปัจจุบัน “มนุษย์เงินเดือน” อย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีโอกาสที่จะเติบโตก้าวหน้าไปเป็นเศรษฐีเงินล้านได้เช่นเดียวกัน

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของใครก็ตาม ต้องเริ่มต้นจากการมี “ความฝัน” เสียก่อน และใครที่กำลังฝันอยากจะมีเงินล้าน รู้ไว้เถอะว่า การเป็น “เศรษฐีเงินล้าน” จะยากหรือง่ายก็ขึ้นกับตัวคุณเอง

ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณ คืออยากเป็นเจ้าของ “เงินล้าน” รู้ไว้เถอะว่าไม่ยากเย็นอะไร แต่ก่อนอื่น เพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้บรรลุผลนั้น ปัจจัยสำคัญที่คุณจะต้องคำนึงถึงและนำมาคิด คือเรื่องของ “การสะสมเงิน” และ “อัตราผลตอบแทน” ที่จะได้รับจากการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น จะทำให้คุณรู้ว่าต้องสะสมเงินเท่าไรในแต่ละเดือน หรือในแต่ละปีจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้

จากตารางที่ 1 เป็นตารางที่จะช่วยบอกคุณคร่าวๆ ว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาท นั้น คุณจะต้องลงทุนเดือนละเท่าไร ที่ระดับ “อัตราผลตอบแทน” และ “ระยะเวลาการลงทุน” ที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่าง ถ้าคุณมีระยะเวลาในการลงทุน 35 ปี หากคุณลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี คุณจะลงทุนเพียงเดือนละ 464 บาทเท่านั้น เมื่อครบ 35 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท แต่ถ้าคุณอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท แต่หาก 1 ล้านบาทน้อยเกินไป จะเพิ่มเป็น 3 ล้านบาท คุณก็ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,392 บาท (=464×3) เท่านั้นเอง

หรือถ้าคุณอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท ในระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น เช่น 10 ปี ด้วยอัตราผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี คุณจะต้องลงทุนเดือนละ 5,516 บาท เป็นต้น

@ วิธีการบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาท ทั้งนี้มีอยู่ “2 วิธี” ด้วยกันที่คุณจะนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมกับเงินต้นให้งอกเงยเป็นจำนวนเงินที่ต้องการได้ สมมติคุณต้องการมีเงิน 1 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า

1. Lum Sum Investment เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินก้อนขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ โดยอาศัยหลักการทำงานของ “ดอกเบี้ยทบต้น” จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ข้างต้น หากคุณสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ย 5.0% ต่อปี คุณจะใส่เงินลงทุนเบื้องต้นไปเพียง 613,783.5 บาท โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยทบต้น 5.0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท ตามที่คุณต้องการ

2.Making a Series of Investment Over Time แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังแล้ว วิธีที่สองนี้น่าจะเหมาะสมกับคุณมากกว่า เพราะเป็นการกำหนดแผนการสะสมเงินเป็นงวดๆ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ซึ่งเป็นการ “ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” ทุกงวดตามระยะเวลาที่คุณกำหนดไว้ โดยจะเป็น “รายปี” หรือ “รายเดือน” ก็ได้ จนกว่าจะครบกำหนดตามเป้าหมายทางการเงินที่ได้วางเอาไว้ โดยอาศัยหลักการทำงานของดอกเบี้ยทบต้นเช่นเดียวกัน ด้วยวิธีนี้หากคุณสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยทบต้น 5% คุณจะออมเงินเพียงปีละ 79,503.9 บาท เข้าไปทุกปี (เฉลี่ยแล้วเดือนละ 6,625.33 บาท) เป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกปี เมื่อครบ 10 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท ตามที่คุณต้องการ
[...]

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2549
โดยสรวิศ อิ่มบำรุง

no comment

การออม คือ ?การเก็บสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือสิทธิใดๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตได้? การออมมิใช่ส่วนของรายได้ที่เหลือจากการบริโภค ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่หยาบเกินไป นำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยการออม จะต้องประกอบด้วยความตั้งใจเพื่อประโยชน์ในอนาคตด้วย ครัวเรือนอาจสำรองอาหารไว้บริโภคในหน้าแล้ง (ถ้าเป็นคำจำกัดความของเคนส์ ก็ไม่ใช่การออม แต่เป็นการบริโภคที่ได้จ่ายไปแล้ว) อาจเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่ออนาคต อาจซื้อทองคำเก็บไว้เผื่อมีเหตุจำเป็นก็นำออกขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในอนาคต อาจฝากธนาคารไว้ เพื่อใช้จ่ายในอนาคต พร้อมทั้งดอกเบี้ย หากธนาคารไม่โกงไปเสียก่อน วิธีการเหล่านี้คือการออม

ทองคำนั้นเหลืองอร่ามไม่มีดำ แนวโน้มราคาไม่เคยตก แม้รายวันรายเดือนอาจราคาตกลงบ้าง เอาทองคำไปที่ไหนก็ขายได้ คนไทยเราในอดีตก็ออมเงินโดยซื้อทองคำให้ลูกสาวสวมใส่ เมื่อถึงเวลาหน้าทำนา ก็ยืมสร้อยคอลูกสาวออกมาขาย แม้จะขาดทุนค่ากำเหน็จไปบ้างเล็กน้อย ก็ยังดีกว่ากู้เงินนายทุนมาทำนา

ควรออมโดยการซื้อทองคำเมื่อไร?
การออมโดยการซื้อทองคำ เหมาะสำหรับเหตุการณ์ที่มีองค์ประกอบ 2 ประการเกิดขึ้น(ทั้งสองประการ) คือ
1. ค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ย และ
2. ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าครองชีพ

เมื่อค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ย ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ออมเงิน ซึ่งได้ดอกเบี้ยเป็นส่วนเพิ่ม คือส่วนเพิ่มของเงินออม น้อยกว่า ส่วนลดค่าของเงินออม (บางคนเรียกว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ) คือ ได้น้อยกว่าเสีย อำนาจซื้อของเงินออมจึงลดลงกว่าเดิม เช่น ออมเงินไว้ 100 บาท ถ้าซื้อสินค้าวันที่ออม ได้สินค้าปริมาณหนึ่ง หากเก็บเงิน 100 บาท นี้ฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เมื่อสิ้นปีก็มีเงิน 105 บาท แต่ถ้าค่าครองชีพเพิ่ม 10 % เมื่อสิ้นปีนำเงิน 105 บาท ซื้อสินค้าเดิมไม่ได้แล้ว ฉะนั้นผู้ออมก็จนลงกว่าเดิม การออมโดยวิธีเก็บเงินฝากธนาคารจึงไม่ใช่วิธีการที่ดี ควรออมด้วยวิธีอื่น

เมื่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าครองชีพ การออมโดยการซื้อทองคำเก็บไว้จะไม่ทำให้อำนาจซื้อลดลง เช่น ตั้งใจนำเงิน 100 บาท ซื้อทองคำเก็บไว้ เพื่อขายในอนาคต ราคาทองคำตอนเริ่มออมมิลลิกรัมละ 0.50 บาท ซื้อได้ 200 มิลลิกรัม เมื่อสิ้นปี ค่าครองชีพเพิ่ม 10% ราคาทองคำเพิ่ม 50% นำทองคำ 200 มิลลิกรัมออกขายได้ 150 บาท สินค้าที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 100 บาทตอนเริ่มออมเงิน บัดนี้ตอนสิ้นปีต้องใช้เงิน 110บาท จึงซื้อได้ แต่ผู้ออมมีเงิน 150 บาท จึงซื้อสินค้าจำนวนนั้นได้ แล้วยังเหลือเงินอีก 40 บาท นับว่าผู้ออมรวยขึ้นกว่าเดิม

แต่ถ้าค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าราคาทองคำ การซื้อทองคำออมไว้จะไม่พอซื้อสินค้าปริมาณเดิม หรือถ้าอัตราดอกเบี้ยมากกว่าอัตราเพิ่มของราคาทองคำ การนำเงินฝากธนาคารย่อมได้ผลดีกว่า เพราะในอนาคตจะมีเงินมากกว่าการนำทองคำออกขาย

ที่มา: http://www.krirk.ac.th/education/dr_boonserm

no comment
ทำไมควรออม
Posted by eanic at 11:21 pm in ชีวิตมีสุข

ทำไมควรออม ?
๏ ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง
๏ ต้องการจ่ายหนี้ให้หมด
๏ ต้องการส่งเสียลูกทุกคนจนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่า
๏ ต้องการเที่ยวรอบโลก
๏ ต้องการเก็บเงินไว้เลี้ยงดูตัวเองยามเกษียณ
๏ ต้องการเป็นอิสระทางการเงิน
๏ ต้องการ …. อีกมากมาย

“ต้องมีเงินเท่าไรจึงจะพอ”
ที่มา http://www.aomsin.net/catalog.php?idp=5

Comments Off

โมเม บล็อค